วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2558

8. บทแปด ส่งมอบรายงานและจัดเก็บเงินค่าเทอม

บทที่ 8. การส่งมอบรายงานและจัดเก็บเงินค่างวดโครงงาน(INVOICING & PAYMENT)

           ช่วงที่ผ่านมาเดินสายทำงานไปต่างจังหวัดต่างประเทศ หลายแห่งในประเทศเกิดโรงไฟฟ้าขนาดเล็กจนถึงขนาดกลางโดยเฉพาะภาคกลางและตะวันตกเชื่อมโยงท่อก๊าซธรรมชาติจากฝั่งพม่ากำลังเปิดลงทุนนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ น่าสนใจอาจจะคุ้นชื่อเมือง "ทวาย" จะแหล่งเส้นทางขนส่งจากยุโรปและเอเชียตะวันออกสู่อาเชียน(AEC) ในปีหน้าเราจะภูมิภาคเสรีการค้าและการลงทุนเต็มตัว ขอให้เตรียมพร้อมรับการแข่งขันให้มากขึ้น อาชีพที่อาศัยความรู้ชำนาญเฉพาะด้านที่จะต้องปรับตัวมากขึ้น โดยเฉพาะผู้รับเหมาช่างเทคนิคและวิศวกรช่างสาขาทั่วไป หากเจอบริษัทร่วมทุนต่างชาติจะนำบุคคลากรต่างอาชีพเฉพาะด้านเหล่านี้เข้ามาด้วย หากไม่ปรับตัวและเพิ่มทักษะเฉพาะด้านให้เก่งแล้วจะทำงานลำบากโดยเฉพาะการสื่อสารด้านภาษาจะทำให้การทำงานได้ง่ายขึ้น ต้องพยายามสู้ต่อไปนะพวกเราเพื่อความสำเร็จในวันข้างหน้า

            กลับมาเริ่มเรียนรู้กันต่อนะ ใกล้จะถึงสรุปบทสุดท้าย ตอนนี้เราจะให้แนวทางการสรุปส่งรายงานเพื่อส่งมอบงานให้จบโครงงานและการจัดการเรื่องการจัดเก็บเงินค่าเทอมตามงบประมาณโครงงานที่ตั้งเบิกไว้แต่เริ่มปฏิบัติงานในโครงงาน มาสู่ขั้นตอนดำเนินงานกัน

การส่งมอบรายงาน
องค์ประกอบรายงานต้องสมบูรณ์ ตามหัวข้อดังนี้
1. บทนำหรือคำนำ และวัตถุประสงค์- ส่วนนี้ต้องรายละเอียดงานที่น่าสนใจและสอดคล้องกับงานที่ทำ
2. สารบัญ และขอบเขตการดำเนินงาน- ส่วนนี้ต้องวางกรอบขั้นตอนการดำเนินงานที่ปฏิบัติมาได้ชัดเจน
3. แผนงานเปรียบเทียบ และผลการดำเนินงาน- เป็นการแสดงผลชี้วัดการปฏิบัติงาน ว่าสำเร็จลุล่วงไปได้มากน้อยแค่ไหนตามกรอบที่วางไว้
4. ข้อสรุปและคำชี้แนะการดำเนินงาน- แสดงผลสรุปการปฏิบัติงานว่าบรรลุวัตถุประสงค์ไว้หรือไม่และมีข้อปรับปรุงอันใดเพิ่มเติ่มที่ต้องดำเนินงานในครั้งต่อไปหากมีแผนที่จะทำในอนาคตหรือเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานที่เทียบเคียงกันได้ต่อไป
5. รูปภาพและเอกสารอ้างอิงประกอบ- ส่วนนี้จะแสดงหรือไม่ก็ได้เพียงแต่ต้องการความสมบูรณ์ของรายงานและข้อมูลเชิงวิชาการแสดงประกอบผลงานให้มีความน่าเชื่อถือและวัดผลได้ตามข้อมูลประกอบ

เบื้องต้นเป็นรายงานส่งมอบ ต่อไปจะเป็นข้อมูลประกอบผลงานเพื่อเรียกเก็บเงินชำระค่าเทอมดังนี้

เอกสารประกอบการวางบิล(invoicing)
1. ใบส่งมอบงาน- ผลสรุปการดำเนินงานจะมีหัวข้องานในโครงงาน ปริมาณงานและยอดเงินที่ทำได้
2. ใบสรุปผลการดำเนินงาน- แสดงรายละเอียดงานตามหัวข้องานในโครงงาน ปริมาณงานและยอดเงินที่ทำได้ หากดำเนินงานเป็นงวด(ราย 15วัน,เดือน,ไตรมาส) จะต้องแสดงปริมาณงานและยอดเงิน3ช่องเรียงลำดับดังนี้ 1.งวดที่ผ่านล่าสุด( Last Claim ) 2.งวดนี้( This Claim ) 3.งวดสะสม( Accum. Claim )
3. ใบอนุมัติสั่งซื้อตามคำขอโครงงาน- เป็นเอกสารประกอบราคาเปรียบเทียบใบส่งมอบงานโครงงาน
4. ใบวางบิลเก็บเงิน- แสดงบิลรายการเรียกรายละเอียดตามใบส่งมอบงานโครงงาน
5. ใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษี ,สำเนาบัญชีธนาคารเพื่อรับเงิน- เอกสารแสดงประกอบรับเงินในส่วนนี้จะส่งเอกสารตอนรับเงินตามกำหนดงวดจริง หากรับเป็นเช็คแต่หากรับเงินเข้าบัญชีต้องส่งมอบพร้อมใบวางบิลในงวดนั้นๆ

ทั้งหมดก็เป็นแนวทางปฏิบัติการส่งมอบงานและการวางบิลเรียกเก็บค่างวดโครงงาน หวังว่าทุกท่านจะได้รับประโยชน์ไม่มากก็น้อย ในขั้นตอนการปฏิบัติจริงจะได้เรียนรู้มากกว่านี้อีกมากอย่าท้อก่อนนะสู้ๆ
สำหรับบทนี้ก็จบเพียงเท่านี้ แล้วพบกันในบทสุดท้ายที่จะปิดภาคการศึกษาและประสบการณ์ชีวิตจะสอนท่านต่อไป จงอย่าหยุดที่จะเรียนรู้นะครับ

วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2558

7. บทเจ็ด สรุปโครงงานและทำรายงาน

บทที่เจ็ด สรุปโครงงานและทำรายงาน

กลับมาแล้วครับ ห่างหายไปนานตอนนี้เดินสายดูงานหลายโครงการ โรงไฟฟ้ากำลังผุดขึ้นหลายที่
รองรับการใช้ไฟฟ้าในอนาคตและสำรองพลังงานที่ไม่แน่นอนอาจจะหมดได้ถ้าไม่วางแผนกำลังผลิตให้ดีพอและมีการตรวจซ่อมบำรุงอยู่สม่ำเสมอจึงเป็๋นสิ่งสำคัญที่หน่วยงานของ กฟผ. ต้องปฏิบัติเพื่ออนาคตของประเทศ ในฐานะผู้รับเหมางานต้องมีกำลังคนพร้อมที่จะรับงานได้ทุกที่และทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและคุณภาพที่ได้รับการไว้วางใจที่จะทำงานให้สำเร็จลุล่วงได้

สำหรับบทนี้ จะเป็นการสรุปงานที่ได้ทำมาว่าได้ตามแผนงานหรือไม่ และมีปัญหาใดที่ได้รับการแก้ไขบ้าง ปัญหาใดที่ยังค้างคาต้องตรวจสอบเพื่อซ่อมบำรุงต่อไปบ้าง องค์ประกอบการสรุปโครงงานมีดังนี้

1. บทนำ วัตถุประสงค์โครงงาน
2. แผนงานเปรียบเทียบ ระยะเวลาปฏิบัติงาน
3. รายละเอียดโครงงาน และผลงานที่ได้ทำไป
4. ผลสรุปโครงงาน และข้อเสนอแนะ (แนวทางการทำโครงงานในครั้งต่อไป)

ดูแล้วคล้ายกับรายงานเสนออาจารย์ประจำวิชาเลยนะ ก็แน่หล่ะนี่คือบททดสอบก่อนทำงานจริงนะ
ถ้าคุณส่งรายงานโครงงานผ่านก็เท่ากับคุณสามารถทำงานสำเร็จลุล่วงและเป็นที่ยอมรับได้

ขั้นตอนแรกในบทนำคือ การนำเสนอโครงงานที่จะทำให้อาจารย์ประจำวิชาโครงงานยอมรับตามแผนงานที่ได้ทำไปตามวัตถุประสงค์หรือไม่ ทำให้เป็นที่น่าพอใจหรือไม่ นั่นรายงานตามข้อเท็จจริงจากการปฏิบัติงานตามแผนงานที่ได้รับมอบหมาย ชี้นำการดำเนินงานที่ได้รับผลดีมากกว่าผลเสียให้มากที่สุด และแนวโน้มที่จะทำให้การดำเนินงานสำเร็จลุล่วงมากที่สุด โดยไม่ติดขัดอุปสรรคใดๆทำให้มองเป็นเรื่องเล็กไปเลยว่าสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้โดยไม่มองว่าเป็นอุปสรรคนั่นคือการนำเสนอโครงงานที่ชี้นำข้อดีมากกว่าข้อเสียนั่นเอง

ขั้นตอนที่สองในแผนงานคือ การเปรียบเทียบแผนงานที่กำหนดไว้กับการปฏิบัติงานโดยมีระยะเวลาที่สามารถปฏิบัติได้ตามแผนหรือดีกว่าแผนงาน หากมีความล่าช้าที่เกิดจากอุปสรรคที่ไม่สามารถจัดการได้ก็ต้องชี้แจงเปรียบเทียบและแนะแนวทางการวางแผนใหม่ในครั้งต่อไปในบทสรุปท้ายโครงงาน

ขั้นตอนที่สามในรายละเอียดโครงงานคือ การนำเสนอขั้นตอนการทำงาน และผลงานพร้อมแสดงประสิทธิผลของการปฏิบัติงานเพื่อเห็นภาพประกอบโครงงานที่ทำได้จริงและเป็นแนวทางการปฏิบัติงานในครั้งต่อไปได้ เหมือนคู่มือการทำโครงงาน โดยแจกแจงได้ดังนี้
1. ชื่อโครงงาน และแผนปฏิบัติงาน
2. อุปกรณ์และเครื่องมือปฏิบัติงาน
3. ขั้นตอนการปฏิบัติงาน
4. ผลการปฏิบัติงาน และภาพประกอบประสิทธิผลของโครงงาน

ขั้นตอนที่สี่ในบทสรุปท้ายโครงงานคือ การเสนอผลงานโดยย่อ และข้อดี ข้อเสียของโครงงาน อย่าลืมว่าต้องรายงานข้อดีมากกว่าข้อเสีย หากไม่มีก็ดีเลย และข้อเสนอแนะแนวทางการปฏิบัติงานในครั้งต่อไป ต้องชี้ให้เห็นว่าหากมีการทำโครงงานต่อไปควรจะต้องทำอะไรบ้าง และอะไรที่เป็นอุปสรรคที่ต้องได้รับการแก้ไขก่อนปฏิบัติงานในครั้งต่อไปบ้าง เพื่อทำให้โครงงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การติดตามตรวจสอบก่อนเริ่มโครงงานนั้นควรต้องเตรียมทำอย่างไรบ้าง นั่นเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำเสมอเมื่อจะทำโครงงาน

ทั้งหมดนี้คือข้อปฏิบัติโครงงานที่เราควรจะทำกันครับ หวังทุกคนที่อ่านแล้วน่านำไปใช้ได้บ้าง
การทำรายงานเรามีพื้นฐานจากการทำงานส่งอาจารย์ประจำวิชาแล้วในชีวิตจริงก็ควรปรับใช้ให้เหมาะสมกับงานนะครับ

แล้วติดตามกันในบทต่อไปนะครับ ใกล้จะจบแล้วช่วงพักร้อนก็เข้ามาศึกษากันให้มากละกัน...see you again

วันจันทร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2557

6. บทหก การประชุมและแก้ปัญหาโครงงาน (ภาคสนาม)

บทที่หก การประชุมและแก้ปัญหาโครงงาน (ภาคสนาม)

กลับมาแล้วครับ สำหรับบทนี้จะเป็นแนวทางปรึกษาเพื่อกำหนดแผนงานและแก้ไขปัญหางานที่เกิดกับโครงงานที่ปฏิบัติอยู่ โดยการดำเนินงานแผนระยะ 3-6 เดือน หากเป็นงานระยะสั้นไม่เกิน 1 เดือนจะเป็นแผนที่วางไว้แล้วและมีการติดตามรายวัน การแก้ปัญหาต้องทันที โดยกรอบที่วางไว้ไม่เกิน 1 สัปดาห์ต้องเผื่องานหลุดจากเป้าหมายที่กำหนดไว้

ในแต่ละโรงงานจะมีแผนซ่อมบำรุงประจำปีหรือ 2 ปีครั้งแล้วแต่กำหนด ส่วนระยะเวลาที่จะทำการซ่อมบำรุงนั้นขึ้นอยู่ว่าจะกำหนดแผนระยะสั้นหรือระยะยาว เป็นไปตามสัดส่วนที่กำหนดหรือการขยายขอบเขตประสิทธิภาพของอุปกรณ์ที่มีอยู่ให้ดีขึ้นตามความต้องการผลผลิตที่ออกมา

เรามาเริ่มที่แผนการประชุมแบ่งเป็น 3 ระยะดังนี้
1. กำหนดแผนงานและเป้าหมาย
- ขั้นเตรียมการเพื่อวางแบบแผนงานที่จะทำในระหว่างการซ่อมบำรุงหรือขยายประสิทธิภาพ
- กำหนดเป้าหมายของงานที่ทำว่าต้องการให้ผลผลิตที่่ออกมาเป็นรูปแบบใด
- กำหนดการทดสอบประสิทธิภาพการทำงานที่ได้ว่าตรงตามความต้องการหรือไม่
- กำหนดแผนสำรองเผื่องานที่ไม่ได้ตามที่คาดหวังไว้และสามารถทำเป้าหมายที่ต้องการได้อยู่
- มาตรการป้องกันความปลอดภัยก่อนเริ่มทำโครงการ
2. ติดตามการดำเนินงานและการแก้ไขปัญหา
- ขั้นตอนการติดตามและแจ้งผลการดำเนินการระหว่างปฏิบัติโครงการ
- แจ้งปัญหาที่ประสบเจอระหว่างปฏิบัติและหาแนวทางแก้ไข
- กำหนดวิธีการทำงานและมาตรการป้องกันความปลอดภัยที่เหมาะสมระหว่างปฏิบัติ
- กำหนดเครื่องชี้วัดประสิทธิผลและแนวทางการปรับปรุงประสิทธิภาพระหว่างปฏิบัติ
- หาแนวทางเผื่อเลือกสำหรับการปฏิบัติไม่เป็นไปตามแผนและปรับแผนงานตามสถานการณ์
3. สรุปผลการดำเนินงานและเสนอแนะแนวทางการป้องกันต่อไป
- ขั้นตอนการสรุปผลงานและเสนอแนะแนวทางปฏิบัติในโครงการต่อไป
- แจ้งผลการดำเนินงานทั้งหมดที่ทำและปัญหาที่ประสบเจอพร้อมแนวทางแก้ไข
- แจ้งประสิทธิผลการทำงานและการปรับปรุงประสิทธิภาพระหว่างปฏิบัติ
- แจ้งแผนงานที่ได้ทำไปและแนวทางการปฏิบัติที่เหมาะสม
- กำหนดแผนงานและแนวทางป้องกันความปลอดภัยในโครงการต่อไป
- สรุปบันทึกผลการประชุมและรายงานเอกสารให้ฝ่ายบริหารองค์กรต่อไป

จากแนวทางข้างต้นจะเห็นว่าเรามีแผนงานและแนวทางการปฏิบัติงานได้อย่างเหมาะสมแล้วแต่ความเป็นจริงอาจจะประสบพบเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดได้เสมอ ดังนั้นแผนสำรองจึงเป็นสิ่งสำคัญและมาตรการป้องกันต้องมีไว้ตลอด เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้ ระหว่างปฏิบัติงานหากเราไม่คำนึงถึงผลที่จะตามมาว่าเราได้ทำอะไรผิดพลาดลงไปการกลับมาแก้ไขอาจจะสายไปแล้วก็ได้

ปัญหามีไว้ให้แก้ไข แต่หากขาดแผนงานและเป้าหมายที่ชัดเจน เราอาจจะแก้ไขไม่ถูกและแนวทางผิดขั้นตอนไปหมดทำให้มีผลกระทบต่อภาพรวม กระบวนการที่จะต้องทำในลำดับต่อมาต้องเปลี่ยนแนวทางไปได้ทั้งหมดก็เป็นได้ เราคือชิ้นส่วนหนึ่งของโครงการที่จะขับเคลื่อนให้งานสำเร็จได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ หากขาดไปก็หาชิ้นส่วนใหม่มาทดแทนแต่จะดีเท่าที่เราทำหรือไม่เท่านั้นเอง

อย่าให้โครงการต้องหยุดชะงักเพราะความประมาทที่เราทำโดยไม่คาดคิดมันอาจจะส่งผลร้ายต่อผู้ร่วมปฏิบัติโครงการที่ต้องรับผิดชอบร่วมกันก็ได้นะ (T-T)

วันอาทิตย์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

5. บทห้า ติดตามและประเมินผลการเรียนการสอน(ต่อ)

บทที่ห้า ติดตามและประเมินผลการเรียนการสอน(ต่อ)
เมื่อต้องปฏิบัติงานจริงภาคสนาม

กลับมาติดตามกันต่อในส่วนผลจากการปฏิบัติงานกันในหัวข้อ
2. เราได้อะไรจากโครงงานและประสบปัญหาอะไรบ้าง แก้ไขอย่างไร
เมื่อทำการซ่อมบำรุงงานติดแผนได้ จะต้องมีอุปสรรคอยู่เสมอ
สิ่งที่ได้พบเจออยู่เป็นประจำคือ มีอุปกรณ์ชำรุด ต้องเปลี่ยนใหม่หรือซ่อมแซมก่อนใช้งาน
หากเราอยู่ในแผนซ่อมประจำปี ก็จะมีช่วงเวลาไม่น้อยกว่า 2 สัปดาห์ให้แก้ไขได้ทันที
มีอะไหล่และอุปกรณ์สำรองก็เปลี่ยนทันที ถ้าไม่มีก็ต้องซ่อมแซมให้ใช้งานได้จนกว่าจะมีอะไหล่
หรือวางแผนซ่อมในคราวต่อไป กำหนดแผนเป็นระยะที่เหมาะสมต่อไป

ระบบที่มักจะมีการวางแผนซ่อมอยู่บ่อยได้แก่ ระบบไฟฟ้า ,ระบบท่อน้ำและอุปกรณ์(ปั๊มและเกจวัด)
วาล์วและข้อต่อต่างๆ ที่ชำรุดบ่อยๆ จำเป็นต้องมีอะไหล่เปลี่ยนสำรองไว้อยู่เสมอ เราควรแจ้งในส่วน
ฝ่ายคลังพัสดุเพื่อจัดหาสำรองไว้และวางแผนการซ่อมตามช่วงเวลาปิดซ่อมบำรุงประจำปีต่อไป

ข้อบกพร่องต่างๆที่ได้ทำไว้ควรปรึกษากับฝ่ายปฏิบัติการของโครงงานเพื่อหาบรรจุในแผนงานการประชุมทุกเดือนและคอยศึกษาผลกระทบในการทำโครงงานในคราวต่อไป และปรับปรุงในดีขึ้น

สำหรับบทนี้ก็ฝากไว้เพียงเท่านี้ และคอยตามในบทที่หก ต่อไปนะจ๊ะ
BY ลูกพ่อขุนราม ศิษย์พระจอม

วันอังคารที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2556

5. บทห้า ติดตามและประเมินผลการเรียนการสอน

บทที่ห้า ติดตามและประเมินผลการเรียนการสอน
เมื่อเรียนโครงงานปฏิบัติภาคสนามจริง

กลับมากันแล้วครับ ต่อไปนี้จะเป็นบทเรียนแนวทางการทดสอบและติดตามผลการเรียนกัน
ทุกท่านได้ศึกษาภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติแล้วประสบพบเจออะไรบ้างช่วยแบ่งปันกันบ้างนะ
หากเราได้ติดตามข่าวที่เป็นผลกระทบของอุตสาหกรรมน้ำมันของบริษัทลูก ปตท.(pttgc)
ก็เป็นที่ทราบดีว่าการรั่วไหลท่อส่งน้ำมันดิบบริเวณใกล้เกาะเสม็ดทำให้สิ่งแวดล้อมบริเวณอ่าวพร้าว
ได้รับความเสียหายอย่างมาก สาเหตุท่อส่งมีปัญหาหรือกระบวนมีปัญหา จะเห็นได้ว่าระบบมาตรฐาน
ด้านความปลอดภัยนี้ต่ำมาก ไม่มีการป้องกัน ไม่มีการศึกษาปัญหาระบบแก้ไขเรื่องเหล่านี้มาก่อน
ทำให้การรั่วไหลกระจายออกไปเป็นวงกว้างและใช้ระยะเวลานาน จะบอกว่าสภาพดินฟ้าอากาศไม่เอื้ออำนวยก็ได้ แต่การเรียนรู้ปัญหาก่อนที่จะเกิดเป็นสิ่งสำคัญ มาตรฐานการซ่อมบำรุงรักษาและปฏิบัติการภาคสนามน้อยเกินไป เชื่อว่ายังมีอีกหลายหน่วยงานที่ยังไม่มีมาตรการป้องกันที่เพียงพอนัก เป็นบทเรียนที่ ปตท. ต้องนำไปปรับปรุงในหน่วยองค์กรอย่างมาก หากบริษัทลูกอย่าง pttme มีส่วนในการรับผิดชอบและวางแผนซ่อมบำรุงและศึกษาป้องกันไปด้วยจะดีไม่น้อย เพราะการใช้หน่วยงานภายในองค์กรสร้างระบบการจัดการที่ครบวงจรจะดีที่สุดแต่เชื่อว่ายังมีปัญหาภายในองค์กรอยู่มากและยากที่แก้ไขได้

สำหรับบทความนี้ ผมมีบททดสอบการเรียนให้ทุกท่านอยู่ 5 ข้อดังนี้

1. แนะนำโครงงานเสนออาจารย์ใหญ่ ผ่านรายงานติดตามผลประจำวัน ประจำสัปดาห์
2. เราได้อะไรจากโครงงานและประสบปัญหาอะไรบ้าง แก้ไขอย่างไร
3. แนวทางการปฏิบัติงานและข้อเสนอแนะในการดำเนินงาน
4. เทคนิคการปฏิบัติงานและการวิเคราะห์ปัญหาตามระบบ
5. สรุปผลโครงงานโดยอาศัยปัจจัยข้อมูลเชิงวิชาการเปรียบเทียบผลการปฏิบัติงาน

จากบททดสอบทั้ง 5 ข้อ ผมจะยกตัวอย่างโครงงานและอธิบายตามหัวข้อดังนี้ครับ
โครงงาน ซ่อมบำรุงระบบคัดแยกกากปาล์มในโรงงานผลิตน้ำมันปาล์ม

1. แนะนำโครงงาน ดังต่อไปนี้
ชื่อโครงงาน ซ่อมบำรุงระบบคัดแยกกากปาล์มในโรงงานผลิตน้ำมันปาล์ม

อธิบายระบบการทำงาน มี 3 ส่วนดังนี้
1. ขนส่งลำเลียง นำเมล็ดปาล์มขนส่งผ่านสายพานลำเลียงเข้าหม้อต้ม
2. หม้อต้มเค้นน้ำมัน ต้มน้ำร้อนให้น้ำมันระเหยออกจากเมล็ด และขนส่งลำเลียงต่อไป 
3. บดและบีบคัดแยกกาก เมล็ดที่ต้มร้อนจนน้ำมันออกแล้ว จะผ่านเครื่องบดและบีบเค้นแยกน้ำมันกับ
กากปาล์มออกมาสู่ระบบลำเลียงไปทิ้งต่อไป(กากนำไปเผาไหม้เป็นเชื้อเพลิงได้อีก)

แนวทางการซ่อมบำรุง มี 3 ส่วนเช่นกันดังนี้
1. ขนส่งลำเลียง ระบบสายพานลำเลียง แก้ไขล้อหมุน(Roller)ชำรุด วัดรอบมอเตอร์ขับสายพานและตั้งศูนย์สายพานใหม่ เช็คน้ำมันหล่อลื่น เช็คโครงสร้างรางสายพานที่ชำรุดสึกหรอ แก้ไขหรือเปลี่ยนใหม่
2. หม้อต้มเค้นน้ำมัน อุปกรณ์ต้มเดือดชำรุด อุปกรณ์วัดอุณหภูมิและแรงดันชำรุด ตั้งค่าทดสอบมาตรฐานความเที่ยงตรงอุปกรณ์ โครงหม้อต้มชำรุดสึกหรอ แก้ไขซ่อมแซมหรือเปลี่ยนใหม่
3. บดและบีบคัดแยกกาก อะไหล่สึกหรอหรือชำรุด แก้ไขซ่อมแซมหรือเปลี่ยนใหม่

ประสิทธิภาพหลังการซ่อมบำรุง เมื่อแรกเริ่มก่อนโครงงาน เราควรได้สำรวจและวิเคราะห์โครงงานก่อน โดยประเมินผลการซ่อมบำรุงว่าจะทำได้ เป็นเปอร์เซ็นต์จาก 100 มีประสิทธิผลจริง 70-80 แล้วแต่ว่าสภาพเนื้องานนั้นทำได้มากน้อยเพียงใด ส่วนอีก 20-30 เป็นการสรุปติดตามผลหลังการทดสอบ
สำหรับโครงงานนี้ ได้ประเมินสภาพไว้ที่ 70 ก่อนการซ่อมบำรุง

ระยะเวลาดำเนินการซ่อมบำรุง เมื่อได้วางแผนแนวทางการซ่อมบำรุงไว้ระยะเวลาที่เหมาะสม
โดยแต่ละส่วนงานมีความเกี่ยวกับระบบการผลิตทั้งหมด 3 ส่วนจะแบ่งพาร์ทได้ดังนี้
1. ซ่อมบำรุงรายวัน เป็นการตรวจเช็คระบบเบื้องต้นก่อนซ่อมบำรุงหรือแก้ไขระบบที่ไม่กระทบการผลิต
2. ซ่อมบำรุงรายสัปดาห์ เป็นการแก้ไขหรือเปลี่ยนอะไหล่ที่ใช้ระยะเวลาสั้นเพียง 2-3 วัน หรือหยุดระบบเป็นบางช่วงเท่านั้น
3. ซ่อมบำรุงรายเดือน เป็นการซ่อมบำรุงใหญ่ที่ต้องหยุดระบบชั่วคราวเป็นบางส่วนไม่ใช่ทั้งหมดอย่างเช่น ซ่อมบำรุงสายพานลำเลียงหรือเปลี่ยนล้อหมุนที่เสียหายชำรุดใหม่ ต้องหยุดระบบในช่วงที่ไม่ได้ใช้งานของระบบลำเลียง ส่วนใหญ่ที่ไม่มีการขนส่งเมล็ดปาล์ม

แนวทางการทดสอบระบบและผลการทดสอบหลังการซ่อมบำรุง
ตามมาตรฐานการทดสอบ อย่างเช่น
ระบบสายพาน ทดสอบรันระบบลำเลียงวัดรอบ และศูนย์ถ่วงสายพาน
อุปกรณ์ต้มเดือด วัดอุณหภูมิและแรงดัน ตามค่ามาตรฐาน
เครื่องบดและบีบคัดแยกทำงานปกติหรือไม่

เอกสารข้อมูลทางเทคนิคประกอบ อุปกรณ์มาตรฐานต้องใบรับรองการทดสอบและบทวิชาการเปรียบเทียบมาตรฐานรับรองที่ยอมรับได้

บทที่ห้า ขอพักไว้เท่านี้ก่อนครับและติดต่อในหัวข้อ
2. เราได้อะไรจากโครงงานและประสบปัญหาอะไรบ้าง แก้ไขอย่างไร
มาดูกันว่าจะมีอะไรน่าสนใจในการทำโครงงานนี้บ้างนะ ต้องติดตามกัน
BY ลูกพ่อขุนราม ศิษย์พระจอม

วันพุธที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

1. บทแรก(ต่อ) บทสัมภาษณ์ก่อนเข้าเรียน

เอาล่ะ กลับมาเจอกันอีกแล้ว
บทแรก(ต่อ)

บทสัมภาษณ์ก่อนเข้าเรียน

1. ทางบ้านคุณประกอบอาชีพอะไร มีกิจการส่วนตัวหรือไม่
หากตอบว่ามี บอกได้เลยว่าในอนาคตจบแล้ว คุณต้องกลับไปทำกิจการที่บ้าน ถ้าไม่ใช่ลูกคนสุดท้องหรือลูกสาวคนเดียวในบ้าน
2. ทางโรงเรียนต้องแน่ใจแล้วว่าคุณจะไม่มาที่นี่ พักพิงชั่วคราว เพื่อจะเป็นบันไดไปสู่โรงเรียนในฝันแห่งใหม่ เพราะทางโรงเรียนมีเวลาให้คุณตัดสินใจก่อน 4 เดือน
หากผ่านคุณก็อยู่ต่อไปได้(แต่ส่วนใหญ่ก็อยู่ต่อไป เพราะไม่มีใครบอกคุณว่าหลังจาก 4 เดือนคุณผ่านประเมินหรือยัง หากคุณยังมีวิชาที่เรียนไม่จบอยู่ ก็ผ่านอัติโนมัติ)
3. ทางโรงเรียนมีเบี้ยเลี้ยงให้สำหรับนักเรียนที่อยู่กินประจำ เป็นรายเดือน และเบี้ยขยันพิเศษสำหรับนักเรียน ที่ตั้งใจเรียนทุกวิชาโดยไม่มีวันหยุดตลอดปีการศึกษา
(คะแนนคุณจะขึ้นอยู่กับอาจารย์ประจำวิชา บางทีก็มีการประกาศผลประเมินออกมากลางเทอมก็มีด้วย)
4. เวลาคุณสัมภาษณ์กับผอ.โรงเรียน คุณต้องกล้าที่จะตอบคำถามทุกเรื่องและหากไม่แน่ใจในคำตอบต้อง ตอบว่าขอคิดดูก่อน หรือไม่รู้ไม่ทราบ แต่ต้องมีคำตอบทุกครั้ง
 ไม่ว่ามันจะช้าหรือเร็วไป สำหรับความเข้าใจของคุณ และอย่าสงสัยจนมากเกินไป เพราะมันหมายถึงว่าคุณแสดงความโง่ออกมามากจนเกินไป
 แต่การนิ่งเฉย โดยไม่ตอบอะไร ก็แสดงว่าคุณเหม่อลอย ไม่สนใจในสิ่งที่ถามได้เหมือนกัน  สิ่งที่ดีที่สุดคือคุณต้องพิจารณาในคำถามว่าสิ่งใดตอบได้หรือไม่
และตอบไปอย่างฉะฉานให้ดีที่สุดว่าใช่หรือไม่ ปฏิภาณไหวพริบต้องมีกันบ้าง แต่ถ้าแถไปอย่างศรีธนญชัย ก็เกินไปนะครับ

5. บุคคลที่จะผ่านสัมภาษณ์ได้ มีอยู่ 4 อย่างคือ
    5.1. คนซื่อ ขยัน มารยาทดี และมีสิ่งที่แอบแฝงเร้นในตัวเอง (ลูกบ้ารึป่าว?)
    5.2. คนฉลาด ใจกล้า มีปฏิภาณไหวพริบดี (มีภูมิต้านทานเยอะ)
    5.3. คนไม่เก่ง แต่มีไหวพริบ คำพูดคล่องดั่งปลาไหล (พวกนี้หัวหมอ)
    5.4. คนประจบเก่ง เส้นใหญ่ มีนายดีคอยส่งเสริม (พวกแมวเซา รายงานเก่ง)

แล้วคุณล่ะ เป็นแบบไหนใน 4 อย่างนี้

BY ลูกพ่อขุนราม ศิษย์พระจอม

วันศุกร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2556

1. บทแรก สัมภาษณ์และเริ่มเข้างาน

เอาล่ะ กลับมาเจอกันอีกครั้ง
เริ่มกันเลย สำหรับบทแรก

1. บทแรก สัมภาษณ์และเริ่มเข้าเรียน

     ตั้งแต่เริ่มแรก คุณรู้จักโรงเรียน PPMS จากที่ใด สำหรับผมรู้จักทางอินเตอร์เนต By JOBTHAI
ผมกรอกใบสมัครแนะนำตัวและรอสัมภาษณ์ หลังจากนั้นประมาณเดือนกว่า ธุรการโรงเรียน ก็โทรศัพท์ เรียกผมไปสอบข้อเขียนและสัมภาษณ์ ในวันเดียวกัน คุณเคยเจอคำถามเหล่านี้ในข้อเขียนหรือไม่

- หินสองก้อนได้แก่ หิน A และหิน Bโยนขึ้นไปในอากาศ น้ำหนักเท่ากัน จงบอกว่าหินก้อนใด
ตกก่อนกัน (คำถามง่ายๆนี้ ใครก็ตอบได้ โดยหลักทางฟิสิกส์หรือวิทยาศาสตร์ เมื่อนำหนักและรูปทรงเหมือนกันหรือเท่ากัน ก็ต้องตกพร้อมกันสิครับ ...แต่ใครจะไปรู้ล่ะว่าคำตอบจะผิดน่ะ ก็ลองดูใหม่สิ หิน A กับหิน B โอ้พระเจ้าไม่น่าเชื่อหิน Bบินได้ด้วย แบบนี้ก็มีนะ)

- หากมีน้ำ 1,000 ลิตรใส่ภาชนะกับก้อนเหล็ก 1 ตัน โดยไปชั่งน้ำหนักตราชั่งที่เทียบวัดเที่ยงตรงแม่นยำ ท่านคิดว่าระหว่างน้ำกับเหล็ก สิ่งใดที่มีน้ำหนักกว่ากัน (บางคนดูแค่วัตถุว่าเป็นเหล็กก็คิดว่าหนักมากกว่า แต่ผิดครับ คำตอบน้ำ 1,000 ลิตร เท่าำำำกับ 1 ตัน เหล็กกับน้ำก็น่าจะเท่ากันครับ แต่ก็ผิดอีกครับ...อย่าลืมสิครับน้ำใส่ภาชนะอยู่นะคิดภาชนะใดไม่มีน้ำหนักกัน ก็แหงล่ะ น้ำหนักกว่าเหล็กครับ อยู่ดี ก็บอกแล้วว่าน้ำหนัก)

- หากมีคนเปิดหลอดไฟหนึ่งดวงทิ้งไว้นานเป็นชั่วโมงและเพิ่งขาดไปและมีคนปิดมันไปเมื่อสักครู่นี้เอง และคุณก็ไม่รู้ว่าเค้าเพิ่งปิดไปดวงไหนที่หลอดขาด ห้องนั้นเป็นห้องปิดทึบไม่สามารถมองเห็นจากด้านนอก คุณได้รับมอบหมายเปลี่ยนหลอดไฟในห้องนั้นโดยมีโอกาสเข้าไปในห้องนั้นได้แค่ครั้งเดียวเพราะไม่กี่นาทีจะมีการใช้ห้องนั้นประชุมงานอีก โดยในห้องมีแค่โต๊ะประชุมกับเก้าอี้ที่สามารถยืนเปลี่ยนหลอดได้แค่นั้น คุณจะทำยังไงเพื่อที่จะรู้ว่าหลอดไฟ หลอดไหนที่ขาดและเพิ่งปิดไป ลืมบอกไปในห้องมีหลอดไฟอยู่ 4 ดวงและสวิตซ์อยู่นอกห้องนั้น (บางคนก็บอกว่าก่อนเข้าห้องก็เปิดไฟไว้ทั้งสี่ดวงเลย แค่ก็รู้แล้วว่าดวงไหนไม่ติด แต่นี่หลักการที่ปลอดภัยเพราะระหว่างที่คุณเปลี่ยนหลอดไฟที่เสียอยู่จะแน่ใจได้อย่างไรว่าไฟไม่ดูดคุณกัน

คำตอบคือ คุณประสาทสัมผัสทางกายที่ดีเยี่ยมจงใช้มันให้เกิดประโยชน์ ก่อนเข้าห้องสวิตซ์ไฟทั้งหมดถูกปิดอยู่ คุณยืนบนโต๊ะหรือเก้าอี้ประชุม(ไม่มีล้อเลื่อน)จับหลอดไฟทั้งหมดสี่ดวง เมื่อรู้จักว่าหลอดไฟใดที่ร้อนจัดกว่าดวงอื่นๆ หลอดไฟนั่นแหละที่คุณจะเปลี่ยนทันทีครับ)

ข้อเขียนเหล่านี้แค่ทดสอบความรู้พื้นฐานและไหวพริบในการตอบคำถามเท่านั้น
จงฝึกคิดไว้แหละดีครับ

BY ลูกพ่อขุนราม ศิษย์พระจอม

วันเสาร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

4. บทสี่ การสั่งซื้อและวิเคราะห์โครงงาน(ต่อ 5จบ)


4. บทสี่ การสั่งซื้อและวิเคราะห์โครงงาน(ต่อ 5จบ)

กลับมาแล้วมาครับห่างหายไปนานเลย ช่วงนี้เก็บเกี่ยวประสบการณ์งานก่อสร้างโรงไฟฟ้าทางใต้อยู่
ตอนนี้จะเห็นงานในแวดวงรับเหมาก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานทางเลือกกันมากขึ้น
ไม่ว่าจะเป็น โรงไฟฟ้าไบโอดีเซล โรงไฟฟ้ากากพืชไร่ อ้อย ข้าวโพด ถั่วเหลือง
โรงไฟฟ้าจากเตาเผาขยะ โรงไฟฟ้าพลังงานลมและแสงอาทิตย์ ตอบรับกระแสการลงทุนมากขึ้น
หวังว่าเราจะมีการสร้างงานให้กลุ่มงานเหล่านี้ได้มากขึ้น

มาเริ่มเรื่องกันดีกว่าครับ โรงไฟฟ้าจากการผลิตปูนซีเมนต์ และการผลิตกระดาษ
ส่วนใหญ่พวกนี้จะมีระบบทำงานเหมือนๆกัน จำแนกได้ 3 ส่วนดังนี้
1.ส่วนการผลิตวัตถุดิบต้นทาง ได้แก่
- น้ำมันเตา/ดีเซล และกากน้ำมันเสีย เป็นวัตถุดิบต้นทาง
   ส่วนนี้จะนำส่งเข้าเตาเผาที่หัวจุดเตาเผาเพื่อเริ่มการเผาไหม้
- กระบวนการขนถ่ายสายพาน (Conveyer)
   ส่วนนี้จะลำเลียงการกากปูนหรือเปลือกไหม้ เพื่อแยกย่อยก่อนส่งเข้าเตาเผา
- แหล่งน้ำดิบและลมต้นทาง
   ส่วนนี้จะเก็บน้ำและลมส่งเลี้ยงระบบหม้อต้มเพื่อการผลิตไฟฟ้า

2.ส่วนกระบวนการผลิตไฟฟ้า ได้แก่
- กระบวนการลำเลียงส่งวัตถุดิบและน้ำเติม คือ ส่งส่วนกากแยกย่อยเข้าเตาเผาด้วยสายพาน
- กระบวนการต้มน้ำเดือด คือ การต้มน้ำผลิตไอน้ำด้วยเตาเผา
- กระบวนการส่งไอน้ำและผลิตไฟฟ้า คือ การลำเลียงส่งไอน้ำส่งกังหันผลิตไฟฟ้าจากเตาเผา

3.ส่วนผลิตผลปลายทาง ได้แก่
- กากเสียเหลือการผลิต คือ ขี้เถ้ากากปูน แกลบขี้เถ้าจากเปลือกไม้ ส่วนนี้จะใช้ในการผสมปูนทนไฟ
- น้ำเหลือการผลิต คือ น้ำที่เหลือทิ้งจากการต้มเดือดจะมีส่วนน้ำทิ้งนี้จะปล่อยบ่อบำบัด
   ก่อนส่งแหล่งน้ำธรรมชาติ
- ไอน้ำเหลือการผลิต คือ ส่วนเหลือใช้การส่งกังหันไอน้ำผลิตไฟฟ้าจะนำไปใช้ในการผลิตเพื่ออบปูน
   หรือเยื่อกระดาษต่อไป

อาจจะสงสัยว่าหินที่ใช้ผลิตปูนซีเมนต์นำมาผลิตต้มไอน้ำอย่างไร ไม่คิดมากไปเพราะหินส่วนนี้ไม่เกี่ยวกับการผลิตไฟฟ้าแต่อย่างใด การผลิตไฟ้ฟ้าด้วยเตาเผาอาศัยน้ำมันเตาและกากน้ำมันเสียเท่านั้น
แต่การผลิตกระดาษมีส่วนการเปลือกไม้ที่ไม่ใช้การผลิตกระดาษนำมาบดย่อยเป็นเชื้อเพลิงในเตาเผา

ในโรงไฟฟ้าอื่นๆ ที่มีลักษณะเดียวกัน คือ โรงสีข้าว โรงน้ำมันปาล์ม โรงน้ำมันถั่วเหลืองและข้าวโพด
โรงน้ำตาล โรงงานผลิตกาแฟ องค์ประกอบหลักได้แก่ เชื้อเพลิงต้นทาง สายพานลำเลียง เตาเผาต้มไอน้ำ กังหันไอน้ำผลิตไฟฟ้า

จะเห็นว่าโรงไฟฟ้าในกลุ่มนี้จะมีมากขึ้นเรื่อยๆตอบรับผลิตผลและความต้องการของโรงงานดังนั้น
โรงไฟฟ้าในโรงงานประเภทนี้ได้รับการสนับสนุนมากขึ้นเพราะจะช่วยลดการใช้ไฟฟ้าจากส่วนกลางผลิต
และมีกระแสไฟฟ้าเหลือใช้ขายคืนการไฟฟ้าอีกด้วย

หากคิดจะสร้างหมู่บ้านหรือโรงงาน ลองคิดหาทางเลือกการใช้ไฟฟ้าในการผลิตเหลือใช้บ้างก็ดีนะครับ
ไม่ว่าจะเป็น ฟางข้าว เปลือกข้าวจากการสี เปลือกเมล็ดพืช เปลือกไม้ แม้แต่ของเสียจากอุตสาหกรรมที่เผาไหม้ได้ ก็นำมาเป็นเชื้อเพลิงในเตาเผาต้มไอน้ำได้ทั้งนั้น แต่หม้อต้มไอน้ำลองดูผู้ผลิตที่ยอมรับได้
ส่วนใหญ่นำเข้าทั้งหมดแต่ก็มีผู้ผลิตในไทยสำหรับหม้อต้มไอน้ำขนาดเล็ก มีไม่กี่แหล่งหรอกครับลองหาดูละกัน

สำหรับเรื่องส่วนบทสี่ ก็จบไว้เพียงเท่านี้ การทำงานมีประสบการณ์มากมายไม่ได้หาได้จากสถานศึกษา
ลองสัมมนาและทัศนศึกษาโรงงานกับโรงไฟฟ้าทางเลือกแล้วคุณจะได้อะไรอีกเยอะครับ
แล้วพบกันใหม่ใน บทที่ห้า ติดตามและประเมินผลการเรียนการสอน

BY ลูกพ่อขุนราม ศิษย์พระจอม

วันจันทร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2556

4. บทสี่ การสั่งซื้อและวิเคราะห์โครงงาน(ต่อ 4)

4. บทสี่ การสั่งซื้อและวิเคราะห์โครงงาน(ต่อ 4)
กลับมาพบกันอีกครั้งในภาคต่อ  การวิเคราะห์โครงงานในกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมี จากประสบการณ์การทำงานในกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมระยอง
เราได้รู้จักบริษัทที่ทำงานในกลุ่มนี้ได้แก่ ปตท. PTT และเครือ ได้แก่ PTTAR และPTTCH ปัจจุบันรวมกิจการเป็น PTTGC นอกจากนั้นก็จะมี IRPC เดิมเป็นของ TPI ถูกยึดอำนาจจาก ปตท.ที่ถือหุ้นใหญ่
และมีบริษัท เครือซีเมนต์ไทย ปูนใหญ่ SCG มีเครือกลุ่ม ได้แก่ SCC,SCCC นอกจากนั้นยังมีอีกหลายบริษัทในนิคมอุตสาหกรรม เช่น VNT วินีไทย IVL อินโดรามา TOP ไทยออยล์ TPIPL ทีพีไอโพลีน เป็นต้น
รายชื่อบริษัทในกลุ่มนี้มีมากมาย แตกเป็นบริษัทเล็กบริษัทน้อยมากมาย แต่บริษัทหลักที่จะว่าเป็นมหาอำนาจในเครือนิคมระยองจะมีก็แต่ 2 บริษัทนี้เท่านั้น คือ ปตท. และ ปูนซีเมนต์ไทย ซึ่งดูแลกิจการบริษัทในเครือตั้งแต่
โรงไฟฟ้า โรงกลั่น ปิโตรเคมี และท่าเรือน้ำมันขนส่งเชื้อเพลิงต่างๆ ไม่เว้นแม้แต่การผลิตสารตั้งต้นวัสดุกลุ่มพลาสติกอีกด้วย

ระหว่างที่ผมกำลังพิมพ์บทความนี้ เป็นช่วงเปลี่ยนโครงการใหม่จากที่ทำในนิคมอุตสาหกรรมระยองจากโรงกลั่นและปิโตรเคมี ได้เปลี่ยนรูปแบบงานจากทำโรงไฟฟ้าจากระบบท่อในหม้อต้มไอน้ำและกระบวนการ
ไปเป็นองค์ประกอบระบบท่อน้ำเลี้ยงหม้อต้มไอน้ำ คือ Water Treatment Piping ซึ่งจะจ่ายจากอาคารน้ำบำบัด มีท่อหลักได้แก่ Raw water,Service water,Demins water, Waste Water,Cooling Water เป็นต้น ซึ่งเป็นส่วนสำคัญ
ที่จะทำให้ระบบหม้อต้มไอน้ำทำงานได้ดี หากขาดน้ำเลี้ยงเหล่านี้ก็จะทำงานไม่ได้เลย ถือว่าผมมีโอกาสที่ดีได้สัมผัสงานในหลายๆส่วนมีประสบการณ์ที่สำคัญมาถ่ายทอดเล่าสู่กันอ่านต่อไปนะครับ

กลับมาเรื่องกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมีกันดีกว่า จะว่าไปแล้วระบบกลุ่มนี้ก็มีโรงหม้อต้มไอน้ำอยู่ส่วนหนึ่งแต่จะต่างจากโรงไฟฟ้าที่ไม่ได้ต้องการใช้ไฟฟ้าเป็นหลักแต่ต้องการไอน้ำไปเลี้ยงระบบกระบวนการ(Process) การกลั่นและการผลิตปิโตรเคมี ไม่เว้นอุตสาหกรรมอื่นๆ พลาสติก เหล็ก ผ้า เครื่องหนัง ยาง อาหาร จำเป็นต้องใช้ไอน้ำเข้ามาใช้ในกระบวนการทั้งนั้น สำหรับหม้อต้มไอน้ำในอุตสาหกรรมกลุ่มนี้จะวิเคราะห์ได้ดังนี้
1.กระบวนการต้นทาง มีองค์ประกอบ ได้แก่
1.1 ต้นเชื้อเพลิง คือ เชื้อเพลิงในการเผาไหม้การผลิตเพื่อการผลิตปิโตรเคมี กลั่นน้ำมัน (น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน น้ำมันเหลือใช้ต่างๆ)
1.2 วัตถุดิบ คือ ต้นทุนการผลิต ที่นำมาใช้ ได้แก่ น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ วัตถุต้นเชื้อการผลิต (กระบวนการนี้จะอาศัยต้นเชื้อเพลิงมาเผาไหม้หรือถ่ายพลังความร้อนให้วัตถุดิบให้เปลี่ยนสถานะและรูปร่างให้เป็นไปตามต้องการ)
1.3 น้ำเลี้ยง คือ น้ำหล่อเลี้ยงระบบ ได้แก่ ไอน้ำ น้ำหล่อเย็น ลมเย็นก็ได้ มีน้ำเป็นองค์ประกอบเช่นกัน ทำให้กระบวนการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2.กระบวนการปลายทาง มีองค์ประกอบ ได้แก่
2.1 ผลผลิต คือ น้ำมันหรือก๊าซที่ได้จากการกลั่น หรือ ผลผลิตที่วัตถุดิบต้นทาง ไม่ว่าจะเป็นสารตั้งต้นการผลิตที่ใช้ในกระบวนการอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเคมี พลาสติก เครื่องหนัง ยาง อาหาร บรรจุภัณฑ์ต่างๆที่ต้องการใช้
2.2 เชื้อเพลิงเหลือใช้ คือ เชื้อเพลิงที่เหลือจากกระบวนการเผาไหม้ในการผลิต
2.3 วัตถุดิบเหลือใช้ คือ ส่วนเหลือจากการผลิตไม่ต้องการใช้จากผลผลิต
2.4 น้ำเหลือใช้ คือ น้ำ หรือไอน้ำ หรือลม ที่ออกจากกระบวนการผลิตเมื่อทำหน้าที่เสร็จสิ้นแล้ว

3.กระบวนการเหลือใช้ มีองค์ประกอบ ได้แก่
3.1 นำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) คือ การนำส่วนเหลือจากข้อ 2.2 และ 2.4 มาใช้ใหม่โดยอาจจะเป็นกระบวนการเดิมหรือกระบวนการอื่น โดยผ่านการปรับปรุงประสิทธิภาพใหม่
3.2 ปรับปรุงประสิทธิภาพและการผลิตเหลือใช้ (Reperformance and Excessive Waste Production) คือ การนำส่วนเหลือจากข้อ 2.2 และ 2.3 นำมาปรับปรุงและผลิตส่วนเหลือใช้นี้ให้ได้ผลผลิตใหม่
โดยอาจจะเป็นส่วนที่จะใช้ได้ในกระบวนการอื่นๆ ต่อไปก็ได้แล้วแต่ความต้องการ
3.3 บำบัดของเสียและกลับคืนสภาพแวดล้อม (Waste Treatment and return environment) คือ การปรับปรุงส่วนของเหลือใช้ที่ไม่ต้องการจากข้อ 3.1 และ 3.2 แล้วนำมาบำบัดหรือกำจัดทิ้งโดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
(อาจจะมีผลกระทบบ้างแต่เพียงส่วนน้อยนิดไม่อาจมองเห็นได้ ในความคิดนะแต่ความเป็นจริงเค้าทำอย่างนั้นหรือไม่แล้วแต่มาตรฐานของโรงงานอุตสาหกรรม กฎหมายบังคับแต่ปฎิบัติจริงไม่ทราบครับ ไม่อาจบอกได้ดูข่าวก็รู้) แล้วส่งคืนสิ่งแวดล้อมไป เป็นน้ำ หรืออากาศ ก็รับกันไปนะ ถามคนที่แถวนิคมอุตสาหกรรมก็รู้ว่าเป็นอย่างไร สุขภาพแข็งแรงทุกคนจริงมั้ย ความเจริญดีจริงและแต่สิ่งแวดล้อมดีมั้ย? คิดเอาเองนะ

จากที่อธิบายข้างต้นเป็นหลักการเบื้องต้นของกระบวนการผลิต แต่ในรายละเอียดของแต่ละอุตสาหกรรมต่างๆ คงต้องเข้าไปเจาะลึกอีกทีว่าการผลิตที่ใช้มีอะไรบ้าง
สำหรับอุตสาหกรรมโรงกลั่นและปิโตรเคมี จะมีในส่วนหลักแค่นี้ แต่ยังมีองค์ประกอบปลีกย่อยอีกมากมาย อธิบายค่อนข้างยาว หากสนใจ ก็เข้าไปดูในส่วนของเว็บ ปตท. PTT ถามพี่กูเกิ้ลได้ แล้วไปดูในส่วนของ ผลิตภัณฑ์ และกิจการในเครือได้
เว็บ ซีเมนต์ไทย SCG ก็เหมือนกันนะ ทั้งสองบริษัทต่างก็มีโรงไฟฟ้าผลิตในเครืออุตสาหกรรมซึ่งได้ใช้ไอน้ำจากโรงไฟฟ้านี้แหละมาใช้ในกระบวนการผลิตอีกด้วย
แหมเล่ามายังไม่กระจ่างชัดก็จบซะแล้ว ติดตามต่อไปละกันนะ ในภาคต่อ กับกลุ่มโรงปูนซีเมนต์และกระดาษ แถมท้ายด้วยกลุ่มโรงสีข้าวและน้ำตาล เพิ่มอีกด้วยโรงน้ำมันพืชถั่วเหลืองและปาล์ม

BY ลูกพ่อขุนราม ศิษย์พระจอม

วันอังคารที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2556

4. บทสี่ การสั่งซื้อและวิเคราะห์โครงงาน(ต่อ 3)

4. บทสี่ การสั่งซื้อและวิเคราะห์โครงงาน(ต่อ 3)
กลับมาแล้วครับ ขอต้อนรับปีใหม่ 2556 ขอให้ทุกท่านมีความสุขตลอดปีนี้ ยึดหลัก 3 ร ไว้นะครับ (รอบรู้ รื่นรมย์ รวยล้น)

ต่อไปได้อธิบายค้างไว้เรื่องกังหันไอน้ำนั้น มีอุปกรณ์เกี่ยวพ่วงไว้กันสองตัวหลัก คือ FD Fan และ ID Fan มันคืออะไรทำหน้าที่อะไรมาดูกันครับ
1.FD Fan (Frocing Draft Fan) คือ พัดลมตัวหนึ่งทำหน้าที่ขับลมออกจากกังหันไอน้ำ
2.ID Fan ( Inducing Draft Fan) คือ พัดลมตัวหนึ่งทำหน้าที่ไล่ลมเข้ากังหันไอน้ำ
มีแค่นี้หรือ? อธิบายง่ายไปมั้ย?
ไม่หรอกครับจะขยายความให้ฟังอีกครับ ว่าแล้วก็เคยเกริ่นไว้ว่า มีอีกส่วนที่ควบคุมการทำงานของกังหันไอน้ำเป็นอุปกรณ์ลมขับเริ่มแรกในการทำงานของกังหันหลังจากใช้ไดนาโมทดรอบสตาร์ทให้มันทำงานแล้ว
เจ้าสองตัวนี้แหละจะทำหน้าที่ขับเคลื่อนกังหันต่อไป และคอยปรับรอบการหมุนของกังหันในช่วงการทำงานอีกด้วย เพราะการควบคุมกระแสลมตามความเร็วรอบกับกระแสไอน้ำที่สถานะต่างกันไม่สามารถกระทำได้
ทันทีตามที่ต้องการจำต้องมีอุปกรณ์หน่วงกระแสให้ทำงานตามประสิทธิภาพได้ตามต้องการอีกด้วย หากท่านที่เคยขึ้นเครื่องบินสังเกตุเครื่องโบอิ้งทำงานในช่วงระหว่างบินยังไงก็อย่างงั้นแต่ถ้านึกไม่ออกลองดูพัดลมที่บ้านสิ
เมื่อมันพัดที่ความเร็วรอบต่างกันลมที่ไหลเข้าและออกต่างกันหรือไม่? ยิ่งดูดแรงลมพัดออกก็ยิ่งแรงว่ามั้ย แต่พัดลมที่แอร์หรือเครื่องปรับอากาศ มีใบพัดปรับทิศทางใช่หรือไม่ FD Fan และ ID Fan ก็มีนะ
ปรับทิศทางกระแสลมให้เข้าน้อยออกมากแล้วแต่จะควบคุมกระแสลมให้ทำงานอย่างไร โดยหลักคือถ้าลมเข้าน้อยแรงขับจะน้อย แต่ถ้าลมเข้ามากแรงขับจะมากน้อยขึ้นอยู่กับทางออกครับว่าจะให้ผ่านสะดวกหรือไม่
เห็นมั้ยมีลูกเล่นอีกแล้วครับ หลักการนี้คงต้องไปศึกษาเอาเองนะ ว่ามีวิธีปรับใช้กันอย่างไร แต่เพียงนำเสนอหลักการให้ท่านไปเรียนรู้เพิ่มเติมเท่านั้น หากสนใจ อาจจะเปิดหลักสูตรให้ท่านที่สนใจเข้ามาศึกษาดูต่อไปก็ได้ครับ
ขอให้ลงความคิดเห็นเสนอแนะกันมาเถอะครับ

ทิ้งท้ายในส่วนหม้อต้มไอน้ำนี้ ทาง วสท. ได้เปิดสอนหลักสูตร การควบคุมระบบหม้อไอน้ำเป็นประจำทุกปี หากผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องและท่านที่สนใจอยากเรียนรู้เชิญได้ที่ วสท. ครับ (http:\\www.eit.or.th)
แล้วพบกันใหม่ในภาคต่อ  การวิเคราะห์โครงงานในกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมี ในครั้งต่อไปครับ
(แหม...รู้สึกจะเกียจคร้านไปหน่อยมั้ย อธิบายนิดเดียว เดี๋ยวก็ไปอีกแล้วสิ)

BY ลูกพ่อขุนราม ศิษย์พระจอม

วันเสาร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2555

4. บทสี่ การสั่งซื้อและวิเคราะห์โครงงาน(ต่อ 2)

4. บทสี่ การสั่งซื้อและวิเคราะห์โครงงาน(ต่อ 2)

สวัสดีครับกลับมาแล้ว ทิ้งท้ายปี 2555 หัวเราะส่งท้ายปีกับภาคต่อกันในหมวดวิเคราะห์โครงงานกลุ่มโรงไฟฟ้ากังหันไอน้ำ
ต่อไปนี้เราจะเข้าเรื่องในกระบวนการหม้อต้มไอน้ำให้เข้าใจในแก่นแท้ของระบบไอน้ำกันว่าทำงานกันอย่างไร

เริ่มวิเคราะห์กระบวนการสามารถแยกออกได้ 4 ระบบคือ
1. ส่งกำลังน้ำเลี้ยง (Boiler Feeding)    ระบบนี้จะทำหน้าที่นำส่งน้ำดิบอุ่นๆเข้าหม้อต้มไอน้ำ จากถังพักน้ำดิบ (Demins Tank) ผ่านอุปกรณ์ปั๊มน้ำแรงดันสูง (Boiler Feed Pump)
ส่งน้ำเลี้ยงเข้าหม้อต้มไอน้ำ ผ่านถังพักไอน้ำ มีด้วยกัน สองถังคือ ถังพักไอน้ำแรงดันต่ำ(Low pressure/Water Drum)และถังพักไอน้ำแรงดันสูง(High pressure/Steam Drum) อาจจะมีถังพักที่สามระหว่างถังทั้งสองนี้
หากเป็นระบบใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้ดีขึ้น(Intermidiating Drum) ถังพักไอน้ำจะถูกเชื่อมต่อด้วยท่อขนาดเล็กขดเลื่อยเป็นตัวยู(U) หรืองูเลื้อยก็ได้แล้วแต่การออกแบบหม้อไอน้ำ
และอาจจะมีท่อผนังหม้อไอน้ำเป็นแผงเชื่อมอีกด้วยก็ได้(Wall tube) จะว่าไปแล้วรูปแบบก็แตกต่างกันในแต่ละหม้อไอน้ำที่ออกแบบมาไม่เหมือนโดยหลักก็มีท่อขดอยู่ในหม้อไอน้ำละกัน
2. ต้มเดือดและเปลี่ยนความร้อน (Boiler Evaporating and Economizing/Heat Exchanger)    ระบบนี้จะทำหน้าที่นำความร้อนจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงมาต้มเดือดน้ำในท่อที่ขดอยู่ในหม้อไอน้ำให้เดือดเป็นไอน้ำ กระบวนการเป็นการแลกเปลี่ยนความจากการเผาไหม้โอนถ่ายมาสู่น้ำให้เดือดเป็นไอน้ำ
เมื่อน้ำเดือดในขึ้นแรกเป็นไอน้ำในส่วนนี้จะระเหยเป็นไอน้ำจากถังพัก เข้าสู่กระบวนการต่อไป
3. การคัดแยกและขยายกำลังส่ง (Boiler Seperating and Pressure Expansing)    ระบบนี้จะทำหน้าที่คัดแยกไอน้ำในถังพักแรก เพื่อแยกส่วนน้ำออกจากไอน้ำและส่งไอน้ำกลับเข้าสู่หม้อไอน้ำอีกครั้งเพื่อเข้ากระบวนการแลกเปลี่ยนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพไอน้ำให้มีสถานะจากไอเปียกเป็นไอแห้ง
(แสบคอจัง..แค๊กๆ) และมีสถานะแรงดันมากขึ้นเข้าขั้นเป็นยอดไอน้ำที่สามารถใช้งานได้ผ่านถังพักที่สอง เพื่อส่งผ่านเข้าไปในส่วนกังหันไอน้ำและปั่นกระแสไฟฟ้าได้ต่อไป
4. เปลี่ยนสถานะและกลับคืนประสิทธิภาพ ( Boiler Condensing and Return Performancing)    ระบบนี้จะทำหน้าที่เปลี่ยนสถานะไอน้ำควบแน่นกลับคืนสู่สถานะน้ำและคืนประสิทธิภาพไอน้ำอุ่นผ่านอุปกรณ์น้ำแรงดันสูงอีกครั้ง แต่สำหรับส่วนเหลือน้ำทิ้งจากกังหันไอน้ำจะส่งผ่านไปหอระบายความร้อน(Cooling Tower) และน้ำทิ้งสู่บ่อพักน้ำบำบัดก่อนนำไปใช้ในระบบอื่นๆต่อไป

จากที่อธิบายไประบบทั้งหมดนี้เป็นแค่กระบวนการหลักของหม้อต้มไอน้ำที่จะทำให้น้ำกลายเป็นไอน้ำที่มีประสิทธิภาพเพื่อไปส่งกำลังให้กังหันไอน้ำทำงานเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าได้เท่านั้น แต่ยังมีส่วนประกอบที่เกี่ยวข้องอีกหลายอย่าง ที่ทำหน้าที่ควบคุมและรักษาการทำงานของหม้อต้มไอน้ำให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Dearator Tank, Flash Tank,Blow Down Tank, Steam Seperator pot, Silincer Valve, Steam trap, Water Sray Nozzle Feeder, etc. (เยอะจัง)
ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยการทำงานของหม้อไอน้ำมีคุณภาพที่ดี แต่สำหรับกังหันไอน้ำ(Steam Turbine)แล้วยังมีอุปกรณ์เกี่ยวพ่วงในการทำงานอีกสองตัวหลัก คือ FD Fan และ ID Fan มันคืออะไรจะอธิบายให้ฟังต่อไปในปีหน้าละกัน
เออ...ดูแล้วบทนี้จะเป็นอภิมหาตำนานที่เล่าได้ยาวอีกหลายตอนเชียวแหละ แค่เรื่องกลุ่มโรงไฟฟ้าแรกก็จะต่อเป็นภาคสาม อีกแล้ว

BY ลูกพ่อขุนราม ศิษย์พระจอม

วันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2555

4. บทสี่ การสั่งซื้อและวิเคราะห์โครงงาน(ต่อ)

4. บทสี่ การสั่งซื้อและวิเคราะห์โครงงาน(ต่อ)

กลับมาแล้วกับภาคต่อ บทสี่ ครั้งที่แล้วเราได้เรียนรู้หลักการสั่งซื้อไปแล้ว คราวนี้จะเข้าถึงการวิเคราะห์โครงงานตามกลุ่มกัน
เริ่มกันเลยกับกลุ่มแรก หมวดกลุ่มโรงไฟฟ้า
เมื่อนึกถึงอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้า ส่วนใหญ่จะคิดถึงการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
หากจำแนกประเภทตามการผลิตจะแยกได้เป็น 4 ส่วน คือ

1. เขื่อนน้ำ ( เขื่อนภูมิพล, เขื่อนสิริกิต, เขื่อนอุบลรัตน์(น้ำพอง) ฯลฯ)

2. โรงกังหันไอน้ำ ( กฟผ. แม่เมาะ, กฟผ. พระนครใต้-พระนครเหนือ, กฟผ. วังน้อย, กฟผ. แก่งคอย, กฟผ. จะนะ ฯลฯ )

3. โรงกังหันลม ( โรงพิกัดอยู่ทิศทางตะวันตกเฉียงใต้ แนวสันเขา ติดตามข้อมูลเอาเองนะ เป็นทางเลือกพลังงานทดแทนใหม่)

4. โรงแสงอาทิตย์ ( โรงงานหลักอยู่พระนครศรีอยุธยา เหล็ก Solar Farm เริ่มมีในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ พลังงานทดแทนอนาคตใหม่)

สำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ คงจะไม่ขอเอ่ยถึงละกัน เพราะยังไม่มีข้อมูลมากนัก และไม่คิดว่าจะเริ่มได้ในประเทศไทย

ส่วนแรกเขื่ิอนน้ำจะไม่ขอเข้ารายละเอียดมากนักเพราะส่วนนี้จะมีแต่หน่วยงานของ กฟผ.เท่านั้นที่ทำแต่ใช่เราจะไม่โอกาสเรียนรู้เลยนะ หากสนใจลองเข้าไปดูในเว็บของ กฟผ. เองละกันครับ

ต่อไปนี้จะขอเข้าเรื่องในส่วนของ โรงกังหันไอน้ำ
โรงไฟฟ้ากังหันไอน้ำ
หากจำแนกตามวัตถุดิบการผลิตต้นทางแล้วละก็ จะจำแนกได้ดังนี้
1. เชื้อเพลิงพลังงาน
   - ถ่านหิน (กฟผ. แม่เมาะ , BLCP, GLOW, EGCO)
   - น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ (กฟผ. พระนครใต้-พระนครเหนือ, กฟผ. วังน้อย, กฟผ. แก่งคอย, กฟผ. จะนะ, RGCO, EGCO, GLOW เป็นต้น)
   - กากของเสียและวัตถุดิบพืชไม้ (กากน้ำมันเสียและวัสดุเจือปน, กากเมล็ดปาล์ม, เปลือกข้าว, ฟางข้าวโพด, ชานอ้อย, กากเมล็ดกาแฟ เป็นต้น)
ในส่วนนี้จะต้องถูกเผาไหม้เป็นพลังงานความร้อนให้กับข้อต่อไป
2. น้ำดิบ
    ส่วนนี้จะถูกพลังงานความร้อนทำให้เดือดเป็นไอน้ำ (Steam) และเกิดแรงดันเพื่อไปขับเคลื่อนกังหัน ในส่วนกระบวนการนี้เรียกว่า หม้อไอน้ำ (Boiler) เวลานึกถึงส่วนนี้ ให้คิดถึงกาต้มน้ำร้อนที่เป็นแบบเก่า ต้องใช้เตาถ่านหรือเตาแก๊ส ตรงปลายปากของกาต้มน้ำจะมีไอน้ำออกมา ตรงนี้แหละ
เป็นผลผลิตของส่วนนี้แหละครับ หากจะเจาะลึกในกระบวนการจะยกอธิบายในส่วนต่อไปอีกที
3. กระแสไฟฟ้าและลมขับเคลื่อนกังหัน
  - กระแสไฟฟ้าเป็นวัตถุดิบต้นทางเริ่มแรกเพื่อขับกังหันก่อนให้เคลื่อนตัวก่อนทำงาน หากไม่มีกระแสไฟฟ้าจะทำไงล่ะ ก็มือหมุนเอาสินะ...ไม่หรอกครับล้อเล่น
ในทางปฏิบัติส่วนใหญ่จะมีไฟสำรองสำหรับการทำงานส่วนนี้เสมอนอกจากจะฉุกเฉินจริงๆ
  - ลมขับเคลื่อนกังหัน เป็นวัตถุดิบต้นทางส่วนที่สองเพื่อขับกังหันให้เคลื่อนตัวเช่นกัน แต่จะเกี่ยวข้องในส่วนอุปกรณ์ควบคุมและบังคับตัวกังหัน
แล้วหากไม่มีลมล่ะ ก็ทำงานไม่ได้นะสิ ดังนั้นส่วนใหญ่ โรงไฟฟ้าจะมีถังพักลมเก็บไว้เสมออย่าลืมนะ

เมื่อรู้ต้นทางแล้วจะต้องทราบปลายทางคือ ผลผลิต ว่ามีอะไรบ้างดังนี้

1. ส่วนเชื้อเพลิง เมื่อถูกเผาไหม้แล้วจะผ่านหม้อไอน้ำออกทางปล่องไฟ (Stack) แต่ก่อนจะออกปล่องไฟได้จะต้องผ่านกระบวนการตรวจจับและคัดแยกของเสียก่อน
    หากเผาไหม้สมบูรณ์ ไม่มีของเสียเลยจึงจะผ่านปล่องไฟออกไปได้ นี่คือหลักการที่ต้องควบคุมเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมและโลกของเรา มาตรฐานสิ่งแวดล้อมนะครับ
    Green Energy ส่วนใหญ่จะเป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ  เอ...แต่ถ้าพลังงานความร้อนยังเหลือจะนำกลับมาใช้ได้อีกหรือไม่ ? คำตอบคือได้ครับ ก็นำมาอุ่นไอน้ำอีกครั้งไง
    เพื่อไม่ให้เสียประโยชน์เปล่า ไอน้ำที่อุ่นซ้ำได้เรียกว่า Superheat Steam เพื่อที่จะใช้งานได้อีกครั้ง
2. ส่วนน้ำดิบ เมื่อพลังความร้อนต้มเดือดเป็นไอน้ำแล้ว จะถูกอุ่นเป็นซ้ำเป็นไอน้ำสัมพัทธ์ ก่อนส่งไปขับเคลื่อนกังหันไอน้ำผลิตกระแสไฟฟ้าต่อไป
    แล้วไอน้ำที่ผ่านกังหันแล้วจะไปไหน ส่วนหนึ่งแปลงกลับมาเป็นน้ำร้อนแล้วกระบวนการลดอุณหภูมิผ่านอาคารระบายความร้อน(Cooling Tower) แล้วกลับใช้กลับมาใช้งานอีกครั้ง
  สำหรับส่วนที่ยังมีไอน้ำแฝงอยู่จะผ่านกระบวนการต้มก่อนส่งไปโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมเพื่อใช้ในกระบวนการผลิตต่อไป ส่วนใหญ่จะอยู่ใกล้นิคมอุตสาหกรรม
  หรือโรงไฟฟ้าขนาดกลางและย่อม
3. กระแสไฟฟ้า คือผลผลิตหลักในกระบวนการทั้งหมด กังหันไอน้ำ(Steam Turbine) ขับเคลื่อนเครื่องปั่นกระแสไฟฟ้า (Generator) หากในรถยนต์ก็ ไดนาโมเนี่ยแหละ
   มีกระแสไฟฟ้าสำรองคือ แบตเตอรี่เลี้ยงไว้ให้ทำงานได้ตลอด พอจะนึกออกรึยังว่าโรงไฟฟ้ามีหลักการทำงานอย่างไร

ต่อไปจะเจาะลึกรายละเอียดในกระบวนการของหม้อต้มไอน้ำแต่ว่าเมื่อยแล้วล่ะก็ฝากไว้คราวหน้าจะมาอธิบายต่อไปนะ

BY ลูกพ่อขุนราม ศิษย์พระจอม

วันเสาร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2555

4. บทสี่ การสั่งซื้อและวิเคราะห์โครงงาน

4. บทสี่ การสั่งซื้อและวิเคราะห์โครงงาน
เอ...จะเริ่มต้นอย่างไรดีนะ

วันก่อนได้ไปเยี่ยมสถาบันศึกษาเก่าฯ ไม่ได้เจอกันได้ไปนั่งกินกันหลังสถาบัน
มีเรื่องอยากจะแชร์กัน ทุกวันนี้ สถาบันศึกษามี 4 ภารกิจหลัก แต่กลับละเลยภารกิจหลักสำคัญไป
ภารกิจที่ว่าคือ การผลิตบัณทิตสู่ภาคตลาดเศรษฐกิจและสังคม แต่เดี๋ยวนี้ความสำคัญอยู่ตรงไหน
ก็ภาคการเรียนรู้เดี๋ยวนี้ คณาจารย์บางท่านมิได้มุ่งเน้นจะสอนนักศึกษาอย่างยิ่งจัง กลับเอาเวลาไปมุ่งเน้น
ที่การพัฒนาวิชาการและงานวิจัยให้ภาคตลาดอุตสาหกรรม ส่วนหนึ่งนำเงินมาบริหารภาคการศึกษาแต่ผลประโยชน์หลัก
อยู่ที่ตัวคณาจารย์ได้รับเงินสนับสนุน เงินเดือนไม่พอใช้แล้วต้องพึ่งเงินจากนอกสถาบันฯมาเลี้ยงตัวเอง สิ่งนี้เป็นสิ่งที่
ทำให้การใส่ใจในการสอนนักศึกษา มีน้อยลง แล้วนักศึกษาหน้าใหม่จะทำอย่างไร เรียนรู้ด้วยตัวเอง ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
หากใครประจบอาจารย์เก่ง ก็ได้แนวข้อสอบ เข้ากลุ่มเก็งข้อสอบให้เรียนผ่านไปวันๆ หากจะทำความเข้าใจก็พึ่งห้องสมุดละกัน
" อนาคตการศึกษายุคใหม่ นักศึกษาไม่ต้องไปเรียนที่สถาบันแล้ว นั่งเรียนอยู่หน้าอินเตอร์เน็ตเครื่องคอมพิวเตอร์และแล็บท็อป ก็จบปริญญาได้แล้ว"
จงจำไว้เรียนศึกษาเพื่อธุรกิจสังคม และทำงานเพื่อเรียนรู้จะเป็นเจ้าของกิจการ หากคุณไม่รู้ว่าจะเริ่มอย่างไร ก็อ่านบทความเพื่อเรียนรู้ต่อไป

เมื่อเริ่มโครงงานการสอบถามราคาเพื่อสั่งซื้อวัสดุและเครื่องมือที่จำเป็นต้องใช้งานก่อนนะ
แบ่งลำดับวิธีการสั่งซื้อได้ดังนี้
1. การเลือกกลุ่มวัสดุและเครื่องมือ ออกเป็นประเภท เช่น กลุ่ม Hand Tools/Electrical Tools/Gas Tools/Welding Tools/Cutting Tools/Special Tools เป็นต้น
2. เลือกเซลส์หรือSupplyer ตัวแทนจำหน่าย ให้จำเฉพาะกลุ่มที่จะสอบถามราคา ต้องมีอย่างน้อย 3 ตัวเลือกเป็นเกณฑ์
3. ส่งรายการตามกลุ่มที่แยกไว้ไปให้เซลส์หรือSupplyer ตัวแทนจำหน่ายที่เลือก
4. เมื่อส่งไปแล้วต้องติดตามทันทีและขอคำตอบที่จะได้รับว่าเมื่อใด หากไม่ได้รับคำตอบต้องเลือกใหม่ให้คำตอบที่ดีที่สุด
5. เมื่อได้รับราคาแล้วนำมาเปรียบเทียบราคาและข้อมูลประกอบกลุ่มวัสดุนั้นๆว่าตรงตามสเป็คที่ต้องการหรือไม่ แล้วเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

คำตอบที่ดีที่สุด ไม่จำเป็นต้องเป็นราคาแต่สำคัญว่าตรงสเป็คที่ต้องการใช้งานหรือไม่  ราคาอาจจะเป็นลำดับที่ 2 ก็ได้ จงคิดไว้เสมอว่าผลประโยชน์ที่จะได้รับมาก่อนเสมอ

สำหรับข้อมูลเซลส์หรือSupplyer ตัวแทนจำหน่าย จะหาได้จากไหนล่ะ?
ก็เดินไปหาแผนกธุรการจัดซื้อโครงงานสิ เค้าจะมีข้อมูลให้คุณเกือบครบแหละ และเลือกหมวดหมู่กลุ่มที่คุณต้องการก็สามารถหาได้ง่ายขึ้นด้วยนะ

แต่หากเค้าไม่มีข้อมูลที่คุณต้องการจะไปหาใครได้อีกละ ก็ไปถามอาจารย์กู....กูเกิ้ล(Google)ไง รู้ทุกเรื่องและแหล่งข้อมูลรู้ทุกเรื่องแหละ ยกเว้นจะพิมพ์เรื่องผิดเท่านั้นแหละ

ธุรการไม่มีหน้าที่ตัดสินใจสั่งซื้อให้คุณได้หรอก คุณต้องเลือกเองนะ เค้ารู้เพียงข้อมูลที่คุณต้องการได้รับ การตัดสินใจเป็นของคุณครับ และต้องผ่านความเห็นชอบของอาจารย์ใหญ่ด้วยนะ
ไม่งั้นหากคุณเลือกสั่งซื้อตามใจตนเองทั้งหมด อาจจะต้องควักกระเป๋าตัวเองด้วยนะ

เมื่อผ่านขั้นตอนการสั่งซื้อแล้ว จะพาคุณไปสู่การตรวจรับสินค้า ซึ่งก็เป็นสิ่งสำคัญลำดับถัดมา
กำหนดส่งสินค้า เมื่อไหร่?
สภาพสินค้าสมบูรณ์ มีตำหนิหรือไม่?
เอกสารรับรองสินค้า มีหรือไม่? รายละเอียดตรงตามสเป็คหรือไม่?
ตรวจรหัสสินค้า องค์ประกอบสินค้า คุณสมบัติครบหรือไม่?
ส่งมอบและรับสินค้าเสร็จสิ้นแล้ว? กรรมสิทธิ์ในการครอบครองเป็นของคุณแล้วครับ มีแต่การรับประกันตัวสินค้าหากเกิดผิดพลาดแล้วไม่ส่งคืนภายใน 7 วัน
คุณรับผิดชอบเองนะ เค้าไม่รับผิดชอบให้คุณหรอกครับ

ประเด็นเหล่านี้คุณอาจจะไม่พบเจอแต่ คุณที่รับของให้คุณต้องเจอ ต้องบอกให้เค้าระมัดระวังด้วยไม่งั้น เสียเงินฟรีสิครับ

การวิเคราะห์โครงงาน
สิ่งที่ต้องรู้ทำความเข้าใจกันก่อนเริ่มดำเนินโครงงาน คุณรู้รายละเอียดของโครงงานที่คุณจะทำแล้วรึยัง?
หากยังไม่รู้ให้ศึกษารูปแบบ ระบบขั้นตอน และจุดมุ่งหมายของโครงงานให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ก่อนเริ่มงานกัน
ความเข้าใจมีหลัก 3 M ให้รู้ไว้คือ Man Money Machine (คนทำงาน เงินต้นทุนและค่าใช้จ่าย เครื่องจักรและอุปกรณ์)
มีอยู่ในทุกระบบโครงงานที่คุณจะต้องควบคุมให้อยู่หมัด หากการทำงานส่วนใดส่วนหนึ่งผิดพลาด นั่นคือผลประโยชน์ที่ได้รับจากโครงงานน้อยลง
เมื่อจบโครงงานคุณต้องตอบคำถามอาจารย์ใหญ่ได้ว่าอะไรคือสาเหตุของความผิดพลาดเหล่านั้น ผมว่าคุณต้องตอบได้นะ หากคุณได้ทำโครงงานนั้นอย่างจริงจัง

เราจะเริ่มการวิเคราะห์จากที่เคยแยกกลุ่มวิชาโครงงานไปแล้วในบทที่สองกันครับ
เราจะมาเจาะลึกกับกลุ่มในแต่ละประเภทกันครับ แต่ว่าคงต้องยกไปในตอนต่อไปแล้วละกัน

ผมรู้เพลียแล้วขอพักไว้ก่อนนะ...แล้วติดตามกันต่อไป

BY ลูกพ่อขุนราม ศิษย์พระจอม

วันพุธที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2555

3. บทสาม การแบ่งตารางเรียนวิชาและประสานงานเพื่อเริ่มโครงงาน (ต่อ)

3. บทสาม การแบ่งตารางเรียนวิชาและประสานงานเพื่อเริ่มโครงงาน (ต่อ)
การประสานงานเพื่อเริ่มโครงงาน เพื่อปฏิบัติภาคสนาม
เราจะเริ่มโครงงานอย่างไรดี?
ทุกครั้งที่จะทำโครงงานอาจารย์ประจำวิชาและที่ปรึกษาโครงงานจะบอกกล่าวเริ่มโครงงานเบื้องต้น
1. คุณต้องเตรียมการได้แก่ กำลังคนและเครื่องมือ และอบรมก่อนเริ่มเรียน (บางกรณีคุณต้องตรวจสุขภาพก่อนนะ)
2. คุณต้องวางแผนการทำโครงงานจากการสำรวจหน้างาน(หากเป็นโครงงานที่มีประวัติควรศึกษาข้อมูลเดิมที่มีอยู่ให้มากที่สุด)
3. คุณต้องรายงานผลการดำเนินโครงงานอย่างสม่ำเสมอและติดตามแผนงานว่าส่วนใดที่ต้องเร่งทำก่อนและหลังจบโครงงาน
ติดต่อใครก่อนดี?
จากบุคคลที่เคยกล่าวไว้ในตอนที่แล้ว ถามจะติดต่อใครก่อนดีล่ะ
คำตอบ คือ คุณต้องติดต่ออาจารย์ประจำวิชาและที่ปรึกษาโครงงานก่อน
เพื่อให้ทราบรายละเอียดโครงงานและแผนงานเบื้องต้น
หลังจากนั้น คุณจะต้องประสานงานไปที่ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยเพื่ออบรมก่อนเรียน
เพื่อให้ทราบระเบียบและความปลอดภัยในโครงงานนั้นๆ จะปฏิบัติภาคสนามได้ถูกต้อง
ต่อไปจึง ติดต่อไปที่เจ้าหน้าที่ห้องทดลองและฝ่ายสถานที่ เพื่อเตรียมงานภาคสนาม
เมื่อเริ่มปฏิบัติภาคสนามแล้ว เจ้าหน้าที่ควบคุมและตรวจสอบโครงงานจะคอยดูแลเป็นพี่เลี้ยงตลอดจนจบโครงงาน
จำไว้ทุกวันและระหว่างสัปดาห์ ที่ปฏิบัติภาคสนาม
คุณจะต้องรายงานผลดำเนินโครงงานและแผนงานให้อาจารย์ประจำวิชาทราบตลอดนะ ไม่งั้นอาจารย์ใหญ่จะดุเอาได้ว่าไม่ติดตามงาน

ช่วงนี้อาจจะมีเนื้อหาไม่มากนักต้องขออภัยนะ แต่รับรองว่าบทต่อไป บทสี่ จะเข้มข้นมากขึ้น ติดตามกันต่อไป

BY ลูกพ่อขุนราม ศิษย์พระจอม

วันพฤหัสบดีที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

3. บทสาม การแบ่งตารางเรียนวิชาและประสานงานเพื่อเริ่มโครงงาน

ห่างหายไปนานกลับมาเรียนกันต่อบทที่สาม

3. บทสาม การแบ่งตารางเรียนวิชาและประสานงานเพื่อเริ่มโครงงาน
จากบทที่แล้วเราได้ทราบข้อมูลสำคัญในการเตรียมโครงงานและการจัดสรรตารางเรียนบ้างแล้ว
ต่อไปนี้จะกล่าวถึงการนำแบ่งตารางเรียนในภาคสนามกัน โดยมีหมวดหมู่ดังนี้
1. ภาควางแผนงานและเตรียมเอกสารโครงงาน
2. ภาคสำรวจและจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์
3. ภาคดำเนินโครงงานและประชุมติดตาม
4. ภาคตรวจสอบและรายงานผลการดำเนินโครงงาน

สำหรับการประสานงานที่ต้องติดต่อ ได้แก่บุคคลดังต่อไปนี้
1. อาจารย์ประจำวิชาและที่ปรึกษาโครงงาน คือ คนแรกที่คุณต้องติดต่อเพื่อเริ่มโครงงาน
2. เจ้าหน้าที่ จัดซื้อและคลังพัสดุ คือ คนที่ต้องประสานงานในการสั่งซื้อเพื่อเบิกวัสดุอุปกรณ์
3. เจ้าหน้าที่ควบคุมและตรวจสอบโครงงาน คือ พี่เลี้ยงที่สำคัญซึ่งจะคอยดูแลคุณและจะอยู่ด้วยกันจนจบโครงงาน
4. เจ้าหน้าที่ห้องทดลองและฝ่ายสถานที่ คือ ผู้ที่จะอนุญาตและดูแลคุณในระหว่างเรียนวิชาโครงงานนั้น
5. เจ้าหน้าที่อบรมและความปลอดภัย คือ ผู้ที่จะให้คำแนะนำก่อนเริ่มเรียนและคอยดูแลความเรียบร้อย หากคุณไม่ปฏิบัติตามเจอดีแน่ๆ
6. คณะกรรมการตรวจสอบและอนุมัติโครงงาน คือ ผู้ที่ชี้เป็นชี้ตายว่าคุณจะผ่านวิชาโครงงานนี้หรือไม่

คุณมีปัญหากับบุคคลเหล่านี้บ้างหรือเปล่า?
หากมี เพราะพวกเขาจะคอยรายงานความประพฤติให้อาจารย์ปกครองและอาจารย์ใหญ่
สาเหตุที่คุณต้องออกจากโรงเรียน ก่อนจบการศึกษา อาจมาจากพวกเขาก็ได้นะ

อย่าทำตัวมีปัญหากับบุคคลเหล่านี้ ถ้าคุณอยากจบการศึกษาอย่างภาคภูมิ
เพราะเค้าจะชี้เป็นชี้ตายคุณได้ว่าจะจบหรือไม่

ภาคต่อไปเราลองมาสู่ภาคสนามกันดูว่าจะปฏิบัติงานโครงงานกัน
ว่าเค้าเริ่มทำกันอย่างไร เริ่มด้วยการประสานงาน บทสาม (ต่อ)

BY ลูกพ่อขุนราม ศิษย์พระจอม

วันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

2.บทสอง (ต่อ) ภาค วางแผนก่อนเรียน

กลับมาแล้วจ้า
2.บทสอง (ต่อ) ภาค วางแผนก่อนเรียน

จากตอนที่แล้ว เราได้อธิบายขั้นตอนการเรียบเรียงข้อมูลโครงงานแล้ว
ต่อไป เราจะทำการจัดแผนตารางการเรียนการสอนวิชาโครงงาน
โดยแบ่งข้อมูลโครงงานไว้ดังนี้
1. สัญญาและเงื่อนไขโครงงาน(PO / Contract No.)
2. สำรวจและออกแบบโครงงาน (Survey &Engineering Design)
3. จัดซื้อวัสดุโครงงานและบริการ(Purchasing&Servicing)
4. กำลังคนและแผนวิชาโครงงาน(Man power&Schedule Plan)
5. ประชุมเสนอโครงงานและติดตามผลงาน(Meeting&Work Progress)
6. ตรวจสอบและทดสอบอุปกรณ์โครงงาน(Inspect&Testing NDE)
7. ใบรับประกันอุปกรณ์และเอกสารข้อมูลผลิตภัณฑ์ตรวจสอบ(Material&Equipment Certificate)
8. เอกสารข้อมูลรายงานและการส่งมอบโครงงาน(Submittal Report)
9. ทำรายงานปิดโครงงานและเบิกเงินสุดท้ายโครงงาน(Final Project Submittal Report)
เมื่อได้เรียบเรียงข้อมูลไว้ตามข้างต้น
เราจะเริ่มจัดการวางแผนก่อนเรียนได้เป็นหมวดหมู่มากขึ้น
เริ่มจากการจัดตารางการเรียนการสอนกัน
1. เมื่อได้รับใบอนุมัติวิชาที่ได้ลงทะเบียนไว้(PO / Contract No.) จำเป็นอย่างยิ่งต้องศึกษา
หัวข้อวิชาและสาระสำคัญ รวมทั้งเอกสารตำราเรียนจะทำความเข้าใจก่อนเริ่มเรียนเป็นลำดับแรก
2. หลังจากนั้นจะจัดการวางแผนการสำรวจโครงงานและออกแบบผังงาน ก่อนดำเนินการ
ในส่วนนี้จะเลือกปฏิบัติสำหรับโครงงานติดตั้งใหม่และซ่อมบำรุงเป็นส่วนที่จะเน้นว่าจะให้ความสำคัญมากน้อยเพียง
แต่สาระสำคัญจะอยู่ในส่วนที่ 3 ซึ่งจะเป็นผลลัพธ์จากการปฏิบัติในข้อนี้
3. ถอดปริมาณวัสดุอุปกรณ์ที่แน่นอนได้แล้ว อย่างประเมินได้ 50% ส่วนที่จะต้องสั่งซื้อทั้งหมดได้ ควรรีบดำเนินการ
และคำนึงถึงระยะเวลาในการจัดส่งว่าครอบคลุมระยะเวลาตามแผนวิชาโครงงานหรือไม่ หากแต่โครงงานนี้อาจารย์ประจำวิชา
จะเตรียมวัสดุอุปกรณ์บางส่วนไว้ให้ จำเป็นต้องตรวจรายการว่าครบถ้วนที่จะต้องใช้งานหรือไม่ หากมีส่วนแก้ไขจะได้ไม่ต้อง
เสียเวลาในการรอวัสดุอุปกรณ์ที่ยังไม่ครบถ้วน (ในส่วนนี้การดำเนินการไม่ควรเกิน 7 วันในการดำเนินการให้เรียบร้อยเพื่อรอสั่งซื้อใน 30 วัน)
4. การจัดเตรียมเครื่องมือและอุปกรณ์ใช้งาน ในส่วนนี้จะต้องดำเนินการไปพร้อมกับข้อที่ 3 แล้วนำรายการไปให้ทางStore Workshop จัดเตรียมก่อนปฏิบัติงานอย่างน้อย 3-4 วัน
หากมีเวลาต้องตรวจเช็คอุปกรณ์ก่อนใช้งาน อย่างน้อย 7 วัน หากมีรายการชำรุดเสียหายต้องสั่งซื้อใหม่จะดำเนินการคราวเดียวกับการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์
5.กำลังคนสามารถแบ่งภาคการดำเนินโครงงานได้ 3 ช่วงดังนี้
5.1 ภาคเตรียมงานและการสำรวจ ในส่วนจะใช้คนระดับ Supervisor/Foreman,QC Technician,Safety
เพื่อทำความเข้าใจโครงงานเบื้องต้นก่อนอีกทั้งจัดเตรียมเอกสารจัดส่ง อาจารย์ก่อนเริ่มเรียน
5.2 ภาคปฎิบัติงานและตรวจสอบโครงงาน ในส่วนนี้ จะมีคนทุกระดับ แล้วแต่ความจำเป็นของโครงงาน
หากแต่มีงบประมาณโครงงานมากน้อยแค่ไหน ส่วนใหญ่โครงงานไม่เกินล้าน จะใช้แค่ วิศวกร/Supervisor และForeman/QC Technician พร้อมคนงานไม่เกิน 20 คน
ในการทำงานเพียงเท่านั้น อาศัยประสบการณ์และความชำนาญในการปฏิบัติงาน เพื่อให้ดำเนินการให้เสร็จทันเวลาประสิทธิภาพ 70-80% ก็เกินความสามารถแล้ว
เพียงแต่ทางอาจารย์ประจำวิชาจะให้ผ่านได้หรือไม่นั้น ต้องมีรายงานประกอบความคืบหน้าโครงการที่ดูดี ไม่ทำให้อาจารย์คิดว่าเราทำงานด้อยประสิทธิภาพแต่อย่างใด
5.3 ภาคส่งงานและรายงานสรุปโครงงาน ในส่วนนี้กำลังจะลดลงไปตามงานที่เหลืออยู่ หากทำงานภาคที่ 2 ได้ไว ก็จะลดกำลังคน
ไปได้เยอะ และมีส่วนเก็บงานและรายละเอียดน้อยลงไปอีก เอกสารนั้นควรมีการถยอยส่งตรวจงานระหว่างดำเนินการไปควบคู่กัน
เพื่อจะมีเวลาจัดเรียบเรียงรายงานได้เร็วขึ้น หากมารอส่งตรวจงานท้ายสุดก็จะชลอการส่งมอบงานล่าช้าออกไปอีก ปัญหาอยู่ที่ข้อต่อไป
6. เมื่อได้จัดสรรกำลังคนและวางตารางการเรียนการสอนแล้ว จะต้องมีการติดตามและประชุมรายงานต่อไปในส่วนเป็นสิ่งที่
ทำให้โครงงานดูดีหรือแย่ลง ก็อยู่การนำเสนอผลงานว่าผ่านหรือไม่ หากจะให้ผ่านจะต้องมีเหตุผลที่ฟังขึ้นสำหรับการดำเนินการที่บกพร่อง
และจะมีความถี่มากน้อยเพียงใดอยู่ว่าโครงงานดำเนินการดีหรือไม่ มีทั้ง 1สัปดาห์ 2สัปดาห์ หรือ 1เดือนต่อครั้ง จงทำให้ดูดีนั่นแหละ
7. เมื่อทำให้ดูดีแล้ว ก็ต้องมีเอกสารที่น่าเชื่อถือและรายงานอันทำให้โครงงานผ่านวิชาไปได้ เพราะหากผลงานดีแล้ว
ย่อมทำให้การส่งมอบงานได้รวดเร็ว และที่สำคัญการเบิกงบงวดสุดท้ายเพื่อปิดโครงงานนั้นทำได้ไม่ยาก
8. เอกสารประกอบรายงานและการส่งมอบโครงงาน ให้อาจารย์ประจำวิชาตรวจสอบครั้งสุดท้ายว่าผ่านหรือไม่
ก็จะต้องมีผลงานและการนำเสนอรายงานที่ครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่มีข้อโต้แย้งได้ นั่นทำให้เราผ่านวิชานี้ได้
ส่วนเกรด ก็ขึ้นอยู่ว่า คุณจะไปศิษย์รัก และชังของอาจารย์กันแน่นะ หมั่นเคารพและยำเกรงในอาจารย์
และมีเหตุมีผลต่อสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ทำให้งานนั้นมีความเสียหายเป็นดีที่สุด...

BY ลูกพ่อขุนราม ศิษย์พระจอม

วันจันทร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2555

2. บทสอง การเตรียมข้อมูลวิชาโครงงานและวางแผนก่อนเรียน

กลับอีกครั้ง มาต่อกันในบทสอง

2. บทสอง การเตรียมข้อมูลวิชาโครงงานและวางแผนก่อนเรียน

เราจะเริ่มเตรียมข้อมูลวิชาโครงงาน ซึ่งคุณจะต้องไปเรียนภาคสนามส่วนใหญ่
วิชาที่เราจะได้เรียนได้จำแนกกลุ่มดังนี้
1. โรงไฟฟ้า (EGAT, RGCO, KEGCO, BLCP,SAHACOGEN etc.)
2. โรงกลั่นและปิโตรเคมี (IRPC, PTT, BCP, etc.)
3. โรงปูนซีเมนต์และกระดาษ (SCG, TPIPL, PANJAPHOL, etc.)
4. โรงน้ำตาลและโรงสีข้าว ( KASETPHOL, CHIAMENG, etc.)
5. ท่าเรือและถังน้ำมัน (ปกติวิชาจะอยู่ในโรงกลั่นแต่ ความจำเพาะพิเศษบางอย่างจึงต้องแยกออกมาให้ชัดเจน)

ท่านจะได้พบกับอาจารย์ประจำวิชาก็ เรียกได้ว่าเป็น ผู้ดูแลหรือผู้ควบคุมประจำวิชาโครงงานมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
อาจจะไม่ใช่คนเดิม แล้วแต่คุณอยู่สังกัดวิชาส่วนไหน แล้วอาจารย์ประจำชั้นคุณเป็นใครกัน?

ในหนึ่งวิชาโครงงาน คุณจะได้รับผิดชอบหน้าที่ในตำแหน่งตามลำดับดังนี้
1. Site Manager ผู้จัดการภาคสนาม (ส่วนใหญ่อาจารย์ประจำชั้นอาจจะควบตำแหน่งนี้ด้วย)
2. Site Engineer วิศวกรภาคสนาม
3. Safty Officer เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยวิชาชีพ (ในบางครั้งอาจจะมีแค่ Technical Safety เท่านั้น)
4. QC Technician/Foreman เจ้าหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพ (ภาคงานประกอบเชื่อมและการตรวจสอบ NDE)
5. Technician/Foreman หัวหน้างานช่าง (ภาคงานประกอบเชื่อมและการตรวจสอบ Visual)
6. Technician/Foreman หัวหน้างานช่าง (ภาคงานบริการตรวจซ่อมบำรุง)
7. Admin Document/Store ผู้ดูแลประสานงานและจัดการเอกสารงานและคลังพัสดุ

ก็จำแนกตามความรับผิดชอบได้ 7 ส่วนงานข้างต้น หากเป็นวิชาโครงงานระยะสั้น
อาจไม่ต้องมีตำแหน่งที่ 7 ก็ได้ เพราะส่วนใหญ่ความรับผิดชอบจะไปตกอยู่ในตำแหน่งที่ 2 ซะส่วนใหญ่
และต้องเป็นคนทำรายงานส่งอาจารย์ตลอดวิชาโครงงาน ไม่แน่คุณอาจจะทำได้ทุกตำแหน่งก็ได้นะ

เอาล่ะก่อนจะเริ่มเรียนในแต่ละวิชา เรามาดูสิว่าจะต้องเตรียมอะไรกันบ้าง (Bidding)

1.ข้อมูลประกอบพิจารณารายวิชา (วัตถุประสงค์และขอบเขตการฝึกสอนรายวิชา)
2. ตารางราคาและวัสดุอุปกรณ์ประกอบวิชาโครงงาน(BOQ and Materials)
3. แผนผังแบบและตารางเวลาวิชาโครงงาน(Drawing and Schedule)
4. ตารางจัดตำแหน่งรับผิดชอบและกำลังคนประกอบวิชาโครงงาน(Organizing and Man power)
5. เงื่อนไขเฉพาะวิชาโครงงาน
6. เงื่อนไขด้านกฎระเบียบและความปลอดภัยประจำวิชาโครงงาน
7. ข้อกำหนดเก็บเงินรายวิชาและส่งรายงานอนุมัติผลการเรียน(Payment and Submittal Report)

สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องเตรียมการก่อนที่คุณจะเรียนแต่ละวิชา
บางครั้งคุณมีเวลาไม่เกิน 2-3 วัน ก็จะเริ่มเปิดภาคเรียนแล้วดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องฝึกฝน
การเตรียมข้อมูลให้เกิดความชำนาญก่อนเริ่มเรียน ใช้เวลาพิจารณาข้อมูลทั้งหมดให้เข้าใจก่อนจะจำแนก
รายละเอียดและจัดการดังนี้
1. หาคำ KEYS WORD ข้อมูลรายวิชา ว่าต้องการอะไร มีสาระสำคัญอะไรบ้าง ให้เวลา 1 ชั่วโมงจับประเด็นให้ถูกต้อง
2. นำ KEYS WORD มาเขียนแผนผังเชื่อมโยงโครงงานทั้งหมดและจัดเป็นตาราง EXCEL (MICROSOFT PROJECT)
3. ถอดปริมาณวัสดุและจำแนกประเภท เพื่อสอบถามราคาวัสดุเบื้องต้น จากข้อมูลแผนผังแบบและตารางรายวิชาโครงงาน
4. เมื่อได้ราคาวัสดุ ก็กำหนดตารางราคาและปริมาณวัสดุอุปกรณ์ที่จะใช้ประกอบโครงงาน
5. ระหว่างนั้นก็ประชุมผู้ร่วมเรียนกลุ่มจัดตำแหน่งรับผิดชอบและกำลังคนประกอบวิชาโครงงาน และจัดทำตารางเสนอ
6. จัดทำเอกสารประกอบเพิ่มเติมในการนำเสนอโครงงาน เพราะอาจารย์ประจำวิชาจะให้คุณนำเสนอก่อนเริ่มเรียนเสมอ
7. สาระสำคัญที่จะให้คุณต้องเตรียมเพื่อนำเสนอได้แก่
7.1.แผนผังกลุ่มโครงงานของคุณ (ข้อมูลสวยหรู แต่ทำจริงไม่ได้ อย่านำเสนอเป็นอันขาด)
7.2.แผนผังระยะเวลาโครงงาน(มันจะบอกว่าคุณจะสามารถเรียนได้จนจบตามตารางการสอน)
7.3.ประวัติการเรียนที่ผ่านของกลุ่มผู้เรียนวิชาและใบประกาศนียบัตรผ่านการอบรมที่รับรองว่าเข้าพื้นที่ภาคสนามพิเศษได้
7.4.แผนโครงงานในส่วนขั้นตอนการตรวจสอบงานเชื่อมและทดสอบ NDE (ถ้ามี)
7.5.แผนผังแบบที่ปรับปรุงข้อมูลแล้วก่อนเริ่มเรียนจริง(หากข้อมูลรายวิชาไม่ได้กำหนดออกแบบมาให้ตั้งแต่ต้น)
8.ข้อมูลเทคนิคในการนำเสนอก่อนเริ่มเรียนวิชาโครงงาน (คุณต้องคำนวณการติดตั้งอุปกรณ์เครื่องจักรและโครงสร้างที่ต้องได้รับอนุมัติก่อนดำเนินการ)
9.แบบฟอร์มตารางรายงานและติดตามผลการเรียนวิชาโครงงาน (ส่วนนี้อาจารย์ประจำวิชาจะแจ้งเมื่อเริ่มการนำเสนอโครงงานครั้งแรก)

หลักสำคัญในการเริ่มเรียนแต่ละวิชา คุณจำเป็นต้องเตรียมข้อมูลให้พร้อมก่อน และจัดเรียงข้อมูลลำดับความสำคัญว่าสิ่งควรทำก่อนหลัง
ดังนั้นหากคุณมีเวลาเตรียมข้อมูลรายวิชา มากน้อยเท่าใด แต่ไม่สำคัญเท่าคุณจัดลำดับมันถูกหรือไม่
หากคุณเริ่มเตรียมจากสุดท้ายมาหาสิ่งแรกที่ต้องทำแล้วก็ คุณก็ทำมันไม่ทันเท่านั้นแหละ

แล้วติดตามต่อใน บทสอง (ต่อ) ภาค วางแผนก่อนเรียน นะ

BY ลูกพ่อขุนราม ศิษย์พระจอม

หลักสูตรการเรียนการสอน PPMS

หลักสูตรการเรียนการสอน
ที่นี่ไม่ได้จำกัดระยะเวลาว่าคุณจะต้องเรียนกี่ปี ซึ่งแบ่งได้ดังนี้
1.หลักสูตรเร่งรัดระยะสั้น 6 เดือนหรือ 1-2 ปี ก็แล้วแต่ความต้องการของคุณ
สำหรับผู้ที่มีความหวังกับแหล่งการศึกษาใหม่ หรือกำลังรอผลการสอบที่อื่นอยู่
2.หลักสูตรปกติของโรงเรียนนี้อยู่ที่ 4-5 ปี หากเกินกว่านี้แสดงคุณยังเรียนตกบางวิชาหรือสอบซ่อมบางวิชาที่ไม่ผ่านอยู่
หรือยังมีรายงาานทำส่งอาจารย์ไม่เสร็จก็เลยไม่ผ่านวิชานั้นไปได้
3.หลักสูตรระยะยาวนั้นตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไปสำหรับบุคคลไม่รีบร้อนค่อยๆเรียนรู้กันไป
โดยลงวิชาน้อยไปทำให้มีเวลาว่างเยอะหรือยังไม่มีจุดหมายในชีวิตที่แน่นอน
 เพราะต้องการศึกษาวิชาโดยละเอียดและอ่านบทเรียนซ้ำไปซ้ำมาเพื่อที่จะแตกฉานในแต่ละวิชาก่อนจบการศึกษา

ต่อไปนี้จะเริ่มเข้าสู่บทเรียนวิชา PPMS ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 9 บทดังนี้
1. บทแรก สัมภาษณ์และเริ่มเข้าเรียน
2. บทสอง เตรียมข้อมูลวิชาโครงงานและวางแผนก่อนเรียน
3. บทสาม การแบ่งตารางเรียนวิชาและประสานงานเพื่อเริ่มโครงงาน
4. บทสี่ การสั่งซื้อและวิเคราะห์โครงงาน
5. บทห้า ติดตามและประเมินผลการเรียนการสอน
6. บทหก การประชุมและแก้ปัญหาโครงงาน
7. บทเจ็ด สรุปโครงงานและทำรายงาน
8. บทแปด ส่งมอบรายงานและจัดเก็บเงินค่าเทอม
9. บทเก้า ประสบการณ์ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น

BY ลูกพ่อขุนราม ศิษย์พระจอม

แนะนำ โรงเรียน PPMS

โรงเรียน PPMS ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์จริง

By ลูกพ่อขุนราม ศิษย์พระจอม

ปัจจุบันโรงเรียนแห่งนี้ได้ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์กันจากรุ่นต่อรุ่น
และขยายวงกว้างไปสู่อุตสาหกรรมโรงไฟฟ้าและปิโตรเคมีหลายแห่ง
ไม่เว้นแต่โรงน้ำตาลหรือโรงกระดาษ นักเรียนที่จบการศึกษา
บางคนไปประกอบกิจการส่วนตัว บางคนได้ดีในตำแหน่งหน้าที่การงานใหม่
ผลจากการสั่งสมประสบการณ์ความรู้ที่ได้รับมา ทำให้ศิษย์เก่าทั้งหลายหลังจากออก
จากโรงเรียนมาได้ดีเกือบทุกคน โดยมีผอ.ที่เข้มงวดมากที่สุดคอยผลักดันไปจนได้ดี
หากไม่เจออาจารย์ปกครองไม่บีบบังคับกดดันจนออกซะก่อน
หรือนักการภารโรงนินทาว่าร้ายและคอยรายงานทุกเรื่องจนต้องออกจากโรงเรียนไปก็มี
(บางเรื่องสมมติขึ้นเพื่อให้เรื่องน่าติดตามต่อไปนะ)

By ลูกพ่อขุนราม ศิษย์พระจอม